เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 เราได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์พฤกษ์ ยิบมันตะสิริ จากศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า MCC ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกี่ยวกับเรื่องแนวทางการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และระบบ CSA ในประเทศไทย ซึ่งอาจารย์พฤกษ์ได้ให้ความรู้และข้อคิดเห็นที่น่าสนใจกับเราหลายประการ
ก่อนอื่นอาจารย์พฤกษ์ได้อธิบายให้เราฟังถึงระบบการเกษตรปลอดภัยในเมืองไทยซึ่งในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับโดยในระดับแรกซึ่งถือเป็นระดับที่มีความปลอดภัยสูงสุดคือระดับอินทรีย์หรือ Organic คือการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีเลยในทุกขั้นตอนของการผลิต ระดับที่สองคือ pesticide free ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทาง MCC ใช้ส่งเสริมให้ชาวบ้านอยู่ โดยการเกษตรในรูปแบบนี้จะไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชเช่นเดียวกับ Organic แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ pesticide free จะอนุญาตให้ใช้ปุ๋ยเคมีในการเพาะต้นกล้าได้และการเปลี่ยนจากการปลูกเคมีมาเป็น pesticide free ไม่ต้องพักแปลงก่อนปลูกเป็นเวลาสามปี (หากเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จะไม่อนุญาตให้ใช้ปุ๋ยเคมีทุกชนิดในการผลิตและการจะเปลี่ยนมาทำอินทรีย์ต้องพักแปลงเพื่อฟื้นสภาพดินก่อนเป็นเวลาสามปี) และระดับที่สามคือ pesticide safe use คือการเกษตรที่สามารถใช้สารเคมีในการผลิตได้แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างมีมาตรฐานและก่อนจะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกชนิดจะต้องทิ้งระยะเวลาเพื่อไม่ให้มีสารเคมีตกค้างในผลผลิตที่เก็บเกี่ยว ดังนั้นหากมองในแง่นี้รูปแบบการเกษตรที่ทาง MCC ส่งเสริมจึงเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่าง Organic กับ pesticide safe use ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถเปลี่ยนรูปแบบการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการผลิตแบบเคมีมาสู่อินทรีย์ได้ในอนาคต
จากนั้นอาจารย์พฤกษ์ได้เล่าให้เราฟังถึงความเป็นมาเป็นไปของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ว่าการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในบ้านเรานั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นสองสายโดยสายแรกนั้นเป็นการส่งเสริมโดยภาครัฐซึ่งที่ผ่านมาได้มีการรณรงค์กันเป็นวาระแห่งชาติ มีหลายหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือโดยมีหน่วยงานหลักที่เป็นแม่งานก็คือกรมพัฒนาที่ดินเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ทำงานทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่นการเพาะเชื้อ พด. สำหรับทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อนำไปใช้ในการทำเกษตรอินทรีย์รวมถึงเทคโนโลยีทางด้าน Micro Organic ต่าง ๆ ดังนั้นในแง่ของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แล้วในหน่วยงานภาครัฐจึงให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นแม่งานและคอยประสานงานกับกรมต่าง ๆ
ในขณะที่หน่วยงานอื่น ๆ นั้นจะมีกรมวิชาการเกษตรเป็นฝ่ายที่ทำงานร่วมกับชาวบ้าน และมีสำนักงานมาตรฐานเกษตรและอาหาร หรือ มกอช จะเป็นหน่วยงานที่ออกใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้กับไร่นาที่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งตรงจุดนี้อาจารย์พฤกษ์ได้ขยายความให้เราฟังอีกว่าการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ มกอช นั้น เดิมเป็นการรับรองมาตรฐานเฉพาะบุคคล กล่าวคือหากมีไร่นาไหนที่ทำการผลิตในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์และต้องการได้ใบรับรองก็จะต้องให้ทาง มกอช เข้ามาตรวจและออกใบรับรองมาตรฐานเฉพาะกับไร่นานั้น ๆ แต่ในปัจจุบันทาง มกอช ต้องการที่จะพัฒนาการออกใบรับรองให้เป็นการรับรองมาตรฐานแบบกลุ่มโดยจะเน้นให้ชาวบ้านมีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือและดูแลกันในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทาง มกอช เห็นว่าการรับรองในลักษณะนี้จะทำให้เกิดการทำงานในลักษณะ Social group ขึ้นมาและจะทำให้เกิดการยกระดับของการผลิตและการจัดการกลุ่มเกษตรอินทรีย์ของชาวบ้านขึ้นมาได้ รวมทั้งสามารถลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการรับรองมาตรฐานลงไปได้อีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการรับรองมาตรฐานกลุ่มดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองอยู่
นอกจากนี้ในการทำงานของภาครัฐนี้ยังเชื่อมโยงไปยังกระทรวงอื่น ๆ อีกด้วยเช่นกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องการรณรงค์อาหารปลอดภัยหรือการออกนโยบายให้โรงพยาบาลต่าง ๆ รับซื้อผลผลิตอินทรีย์ เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการในโครงการอาหารกลางวันจากผลผลิตอินทรีย์เช่นกัน
ขณะเดียวกันทางกรมวิชาการเกษตรเองก็มีการผลักดันเรื่อง GAP (Good Agriculture Practice) ซึ่งมาตรฐานของ GAP นั้นต่างกับ Organic คือ GAP เป็นการรับรองมาตรฐานการเกษตรขั้นพื้นฐานว่าเกษตรกรมีการจัดการในไร่นาได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือไม่ ซึ่งก็คือมาตรฐานของ pesticide save used ดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น ดังนั้นเมื่อมองในแง่นี้แล้วมาตรฐานของ GAP จึงไม่ใช่มาตรฐาน Organic แต่เป็นมาตรฐานเบื้องต้นที่สามารนำไปสู่การพัฒนา Organic ในอนาคตได้
ในขณะที่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในสายของ NGO นั้นได้มีการพัฒนาโดยเฉพาะในเรื่องการออกใบรับรองมาตรฐานมาก่อนการพัฒนาของหน่วยงานภาครัฐ โดยอาจารย์พฤกษ์อธิบายว่าเราอาจมองการพัฒนามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ NGO ได้เป็นสองส่วนโดยส่วนแรกคือการรับรองมาตรฐานเพื่อส่งไปยังตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้การรับรองมาตรฐานดังกล่าวมีที่มาจากการที่ในช่วงแรกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยถูกปฏิเสธโดยตลาดต่างประเทศเนื่องจากยังไม่มีการรับรองมาตรฐานซึ่งในขณะนั้นภาครัฐของไทยเองก็ยังไม่ได้พัฒนาการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ขึ้นมา ดังนั้นในกลุ่มธุรกิจเอกชนของไทยจึงแก้ปัญหาโดยติดต่อกับบริษัทรับรองมาตรฐานของต่างประเทศคือ International Federation of Organic Agriculture เพื่อให้ช่วยรับรองมาตรฐานของสินค้าเพื่อส่งออก ซึ่งผลผลิตที่ส่งออกส่วนมากได้แก่ข้าวเพราะเป็นพืชที่ง่ายต่อการจัดการไร่นาขนาดใหญ่แบบ Organic หรืออาจะเป็นการผลิตพืชอินทรีย์แบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่นหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ซึ่งมีการผลิตในภาคกลางก็ให้บริษัทต่างประเทศเหล่านี้เป็นคนรับรองมาตรฐานก่อนส่งออก อย่างไรก็ตามในภาคหลังเมื่อการรับรองมาตรฐานของไทยพัฒนาขึ้นจนได้รับการยอมรับกลุ่มที่ผลิตพืชผลอินทรีย์เพื่อส่งออกเหล่านี้ก็หันมาให้ภาครัฐเป็นผู้รับรองแทนเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า
ส่วนการทำงานของ NGO อีกสายหนึ่งนั้นเป็นการทำงานที่เน้นการขับเคลื่อนในลักษณะประชาคมคือจะเน้นในรูปของกระบวนการกลุ่มของเกษตรกรเพื่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ในระดับของกลุ่มภายในชุมชน และพร้อมกันนั้นก็จะทำการตลาดในลักษณะของตลาดชุมชน เช่นการจัดตลาดนัดในอำเภอ อบต. โรงเรียน หรือภายในชุมชนต่าง ๆ หรือแม้แต่ตลาดนัดที่นำเอาผู้ผลิตและผู้บริโภคให้มาพบกัน ซึ่งอาจารย์พฤกษ์อธิบายให้เราฟังว่าการทำตลาดชุมชนในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีการรับรองมาตรฐานก็ได้เพราะเนื่องจากความเป็นชุมชนขนาดเล็กทำให้ทุกคนต่างก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว หรือการนำผู้ผลิตมาพบผู้บริโภคก็ทำให้เกิดความเชื่อใจกันขึ้นมาระหว่างสองฝ่าย จึงทำให้การตลาดในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานจากภายนอกมารับรองมาตรฐานอีก
จากนั้นอาจารย์พฤกษ์ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การส่งเสริมการผลิตและการตลาดของทาง MCC กล่าวคือทาง MCC อาจารย์พฤกษ์เห็นว่ากลุ่มเกษตรกรที่ทาง MCC ทำงานด้วยนั้นมีความตื่นตัวอย่างมากในเรื่องการพัฒนาการผลิต แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการพัฒนาการตลาด เพราะเกษตรกรไม่ค่อยตื่นตัวในเรื่องการหาตลาดด้วยตัวเอง แต่จะมีลักษณะพึ่งพาตลาดที่ทาง MCC หามาให้มากกว่าคือตลาดนัด MCC ที่จัดขึ้นทุกวันพุธและเสาร์ของทุกสัปดาห์ ซึ่งอาจารย์พฤกษ์เห็นว่านี่เป็นลักษณะเฉพาะของเกษตรกรไทยส่วนมากที่เป็นอุปสรรคทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติมได้
ส่วนในเรื่องระบบการตลาดแบบ CSA นั้นอาจารย์พฤกษ์เล่าว่าทาง MCC ก็เคยทำระบบการตลาดในรูปแบบนี้มาก่อนโดยจัดกิจกรรมเช่นการพาผู้บริโภคไปชมสวนของเกษตรกร ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคแต่ไม่เกิดเป็นการทำสัญญาซื้อขายแบบ CSA เนื่องจากลูกค้าส่วนมากมีความต้องการอยากเลือกซื้อผักด้วยตนเองมากกว่า อย่างไรก็ตามจากกิจกรรมดังกล่าวก็ทำให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายขึ้นมาจนกลายเป็นลูกค้าประจำของตลาด MCC ได้
ส่วนข้อจำกัดอื่น ๆ ของการทำระบบ CSA ในเมืองไทยนอกจากเรื่องความต้องการเลือกซื้อของผู้บริโภคแล้วสิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญคือการเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภค เนื่องจากอาจารย์พฤกษ์มองว่าการจะเกิดระบบ CSA ขึ้นมาได้นั้นจะได้จะต้องเกิดจิตสำนึกของผู้บริโภคขึ้นมาในสี่ระดับ ระดับแรกคือความปลอดภัยในเรื่องสุขภาพ ระดับที่สองคือความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อม ระดับที่สามคือความมั่นคงของชุมชนเกษตรกร และระดับสุดท้ายคือสมดุลระหว่างภาคเมืองและภาคชนบทซึ่งเป็นระดับองค์รวมของสังคม ซึ่งอาจารย์พฤกษ์มองว่าผู้บริโภคไทยส่วนมากยังมีทัศนคติการบริโภคอยู่ในระดับที่หนึ่งอยู่คือการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง แต่ยังไม่มองไปไกลถึงระดับการบริโภคเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับกว้างกว่านี้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าวจึงมีความสำคัญที่จะทำให้เกิดความเข้าใจต่อระบบ CSA ในกลุ่มผู้บริโภคได้ แต่การเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากเช่นกัน
สุดท้ายอาจารย์พฤกษ์ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำ CSA คือการใช้สื่อสมัยใหม่เข้ามาช่วยทั้งในกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยในกลุ่มผู้ผลิตสามารถใช้สื่อแสดงให้เขาเห็นถึงความเสี่ยงในการผลิตแบบเดิมและความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นในการผลิตแบบใหม่ ส่วนในกลุ่มผู้บริโภคสามารถทำให้เขาเข้าใจในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างการเกษตรและการบริโภคเพื่อสุขภาพได้ นอกจากนี้การแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านหรือของเกษตรกรแต่ละคนที่เราเข้าไปส่งเสริมก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติทั้งในกลุ่มของผู้ผลิตและผู้บริโภคได้อีกด้วย
ก่อนจะจบการสนทนา อาจารย์พฤกษ์ยังได้ทิ้งประเด็นที่น่าคิดให้เราอีกด้วยว่า ในการทำงานพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะในชุมชนเกษตรนั้น เราต้องไม่มองข้ามคนที่เป็นเกษตรกรเล็ก ๆ ในชุมชน เพราะเกษตรกรทุกคนนั้นไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่เหมือนที่คนส่วนมากเข้าใจ แต่ทุกคนจะมีความพยายามดิ้นรนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งข้อผิดพลาดของภาครัฐในอดีตคือการมองข้ามคนเล็ก ๆ เหล่านี้จึงทำให้ที่ผ่านมาบทเรียนจากการต่อสู้ของเกษตรกรที่เป็นคนตัวเล็ก ๆ จึงไม่ถูกเรียนรู้ในสังคมวงกว้างตามไปด้วย ดังนั้นในมุมมองของอาจารย์พฤกษ์ การที่เราเรียนรู้เรื่องราวของคนตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ย่อมนำมาสู่พลังในการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงในวงกว้างเพื่อสร้างสังคมที่ดีต่อไปได้ในอนาคต


