ในระบบ CSA (Community Supported Agriculture) ของ Fair Earth Farm นั้น หัวใจสำคัญของระบบนี้ก็คือการเชื่อมระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภคให้เกิดเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างทั้งสองฝ่ายในการที่เกษตรกรจะต้องผลิตอาหารที่ปลอดภัยทั้งต่อตัวเอง คนกิน และสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผู้บริโภคที่ห่วงใยชุมชนและสิ่งแวดล้อมก็จะต้องสนับสนุนเกษตรกรที่มีการผลิตที่ดีดังกล่าวด้วย ดังนั้นในระบบนี้ตะกร้าอาหารที่ทาง Fair Earth Farm ส่งให้ผู้บริโภคทุก ๆ สัปดาห์จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนคำมั่นสัญญาดังกล่าวไปในตัว ซึ่งวันนี้ Fair Earth Farm ได้ทำโครงการ CSA และส่งตะกร้าให้ลูกค้าเป็นเวลาได้สามเดือนแล้วจึงได้มีการประเมินผลการส่งตะกร้าอาหารให้ลูกค้าโดยผู้ประเมินคือคุณซาร่า ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการส่งตะกร้าและติดต่อกับผู้บริโภค
ก่อนอื่นคุณซาร่าได้เล่าเราฟังว่าปัจจุบันนี้มีครอบครัวที่เป็นสมาชิกรับตะกร้าอาหาร CSA ทั้งหมด 5 ครอบครัว โดยที่มาที่ไปของสมาชิกกลุ่มนี้มาจากในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาซึ่งทาง Fair Earth Farm ได้มีความคิดจะทำโครงการ CSA ขึ้น เราจึงได้ขอคำปรึกษาจากเพื่อนของเราที่เห็นด้วยกับแนวทางของ CSA และพร้อม ๆ กับการให้คำปรึกษา เพื่อน ๆ ของเราก็ได้เข้ามาช่วยเหลือโดยเป็นสมาชิกเครือข่ายผู้บริโภคให้กับเราด้วย โดยในช่วงแรกมีเพื่อนของเราที่สามารถเป็นเครือข่ายผู้บริโภคให้เราได้ทั้งหมด 3 ครอบครัว หลังจากนั้นคุณซาร่าจึงได้ติดต่อหาสมาชิกเพิ่มเติมโดยการพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนที่เป็นผู้ปกครองโรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ (โรงเรียนของแอนนี่ ลูกสาวของซาร่า) ทำให้ได้เครือข่ายผู้บริโภคที่สนใจการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยเพิ่มอีก 2 ครอบครัว รวมทั้งหมดเป็น 5 ครอบครัว
อย่างไรก็ตามหากประเมินจากความเข้าใจที่มีต่อแนวคิด CSA แล้วพบว่าในสมาชิกทั้ง 5 ครอบครัวนี้ยังมีระดับความเข้าใจต่อแนวคิด CSA ที่แตกต่างกัน เนื่องจากระบบ CSA นั้นเป็นระบบที่เกิดขึ้นมาจากความห่วงใยในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ความมั่นคงของชุมชนเกษตรกรรม และการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในกลุ่มสมาชิกเริ่มต้นของเรา 3 ครอบครัวเป็นกลุ่มเพื่อนของเราที่มีความเข้าใจและเห็นด้วยกับแนวคิด CSA มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วจึงมีความเข้าใจต่อแนวคิดและกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี ในขณะที่อีก 2 ครอบครัวที่เหลือนั้นเป็นกลุ่มที่ยังไม่คุ้นเคยกับแนวคิดของ CSA ดังนั้นในเบื้องต้นทั้ง 2 ครอบครัวนี้จึงมุ่งความสนใจไปที่ความปลอดภัยของอาหารเพียงอย่างเดียว ส่วนในเรื่องความมั่นคงของชุมชนและสิ่งแวดล้อมนั้นจึงเป็นการบ้านที่เราต้องทำเพิ่มเพื่อให้สมาชิกของเรามีความเข้าใจต่อระบบ CSA อย่างแท้จริง
ส่วนเรื่องความพอใจกับอาหารในตะกร้านั้น เราพบว่าที่ผ่านมาสมาชิกของเราเกือบทุกคนต่างก็มีปัญหาในเรื่องนี้อยู่ระดับหนึ่งทีเดียวเนื่องจากอาหารที่เราจัดในตะกร้านั้น (ในช่วงสามเดือนแรกนี้) เป็นอาหารที่เราได้จากในสวน Fair Earth Farm ซึ่งรายการอาหารหลักนั้นจะมีข้าว ไข่ และผักต่าง ๆ ที่ได้จากในสวน แต่เนื่องจากสมาชิกส่วนหนึ่งของเราเป็นครอบครัวชาวต่างประเทศ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จักกับผักพื้นบ้านว่าจะสามารถนำไปทำรายการอาหารอะไรกินได้บ้าง ในขณะที่หากเป็นสมาชิกที่เป็นครอบครัวชาวไทยมักจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้เพราะรู้ดีว่าผักเหล่านี้สามารถนำไปทำอาหารกินได้อย่างไรบ้าง ซึ่งผักที่ลูกค้าชาวไทยชอบได้แก่ผักกาดดอย ผักตังโอ ยอดถั่วลันเตา บวบ ผักหวาน และผักปั๋ง เพราะนำไปทำอาหารได้หลายชนิด แต่กระนั้นคุณซาร่าก็พบว่ามีผักบางประเภทที่มักจะถูกบ่นจากลูกค้าอยู่เสมอ ๆ ว่านำไปทำอาหารกินยาก เช่น มันสำปะหลังและฟักเขียว ซึ่งการนำไปทำอาหารจะต้องนำไปทำอาหารที่ค่อนข้างเฉพาะ และสมาชิกของเราอาจจะทำไม่เป็นหรือไม่ชอบรายการอาหารนั้นก็ได้ ในขณะที่อาหารที่ไม่เคยถูกปฏิเสธจากสมาชิกเลยก็คือข้าวกับไข่
นอกจากเรื่องผักที่ไม่รู้ว่าจะนำไปทำกินอย่างไรแล้ว ก็ยังมีเสียงบ่นมาโดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิกครอบครัวคนไทยเรื่องความหลากหลายของผักในตะกร้าด้วย เนื่องจากในช่วงสามเดือนแรกนี้ผักส่วนมากเป็นการนำมาจากในสวนของ Fair Earth Farm เพียงที่เดียว จึงยังไม่มีความหลากหลายของผักมากนัก ซึ่งคุณซาร่าคิดว่าในอนาคตหลังจากที่เครือข่ายเกษตรกรของ CSA มีจำนวนเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้ผักในตะกร้ามีความหลากหลายขึ้นตามไปด้วย ก็น่าจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้
นอกจากนี้ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาจากการที่ Fair Earth Farm ยังไม่มีเครือข่ายเกษตรกร CSA (ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรกรแล้ว 1 ครอบครัว) ทำให้นอกจากมีปัญหาในเรื่องความหลากหลายของผักในตะกร้าแล้ว ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งนี้ บางสัปดาห์เรายังไม่สามารถส่งตะกร้าอาหารให้สมาชิกได้เนื่องจากผลผลิตออกไม่ทันในช่วงนี้ ซึ่งปัญหานี้ทำให้เราต้องคิดวางแผนเรื่องการหาสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรอย่างจริงจังมากขึ้น
ส่วนการหาสมาชิกเครือข่ายผู้บริโภคในอนาคตนั้น นอกจากการพูดคุยกับกลุ่มผู้ปกครองแล้ว คุณซาร่ายังวางแผนที่จะหาสมาชิกจากกลุ่มอื่น ๆ โดยพยายามเน้นไปที่คนทำงานในแวดวงการศึกษา งานวิจัย และงานพัฒนาต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากที่กล่าวมาแล้วว่าแนวคิด CSA นั้นไม่ได้เน้นเพียงแค่อาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นไปที่ความมั่นคงของชุมชนเกษตรกรรมและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังนั้นกลุ่มคนที่กล่าวมาข้างต้นจึงน่าจะเป็นกลุ่มคนที่เข้าใจในแนวคิดของ CSA ได้ไม่ยากนัก
อย่างไรก็ตามคุณซาร่าบอกว่าปัญหาที่ต้องเตรียมรับมือหลังจากที่ขยายกลุ่มสมาชิกผู้บริโภคได้แล้วก็คือปัญหาเรื่องการส่งตะกร้าไปให้สมาชิก เนื่องจากทุกวันนี้สมาชิกผู้บริโภคมีจำนวนเพียง 5 ครอบครัวจึงไม่ลำบากในการส่งตะกร้ามากนัก แต่หากสมาชิกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีความหลากหลายของกลุ่มอาชีพในสมาชิกมากขึ้นอาจต้องมีการวางระบบการส่งตะกร้าใหม่ เช่นจะนัดส่งตะกร้ากันวันไหน เวลาไหน สถานที่ไหน เพื่อให้เกิดความสะดวกทั้งต่อสมาชิกผู้บริโภคเองและกับทาง Fair Earth Farm ที่ยังต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งตะกร้าอีกด้วย

