ลุงยอด ชายชราชาว “ดาราอั้ง” ที่ย้ายถิ่นฐานจากประเทศพม่าเข้ามาอยู่ประเทศไทยที่หมู่บ้านปางแดง อำเภอเชียงดาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ปัจจุบันแม้ลุงยอดจะมีอายุ 63 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีวิถีการดำรงชีพที่ผูกโยงกับการผลิตในภาคการเกษตรเป็นหลัก
ลุงยอดเล่าว่าครอบครัวของลุงยอดมีสมาชิกทั้งหมด 7 คนและมีที่ดินทำกินประมาณ 25 ไร่ ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีพได้อย่างสบาย แต่ที่ดินส่วนใหญ่ที่มีอยู่นั้นเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม บางแห่งมีความลาดชัน ไม่มีน้ำ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ครอบครัวลุงยอดจึงเหลือที่ดินทำกินไม่ถึง 20 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ ลุงยอดใช้ปลูกข้าวไว้กิน 2 ไร่ ส่วนที่เหลือเอาไว้ปลูกพืชไร่ไว้ขายเช่น ข้าวโพด ถั่วดิน(ถั่วลิสง) ถั่วแดง
ในปี พ.ศ. 2545 ลุงยอดได้แบ่งที่ดินประมาณ 4 ไร่ซึ่งตามปกติแล้วที่ดินทั้ง 4 ไร่นี้เป็นที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เนื่องจากเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมและเป็นที่ลาดชัน โดยลุงยอดได้นำมาทดลองปลูกพืชแบบวนเกษตรโดยการส่งเสริมของโครงการพัฒนาพื้นที่สูง (Upland Holistic Development Project) เนื่องจากลุงยอดเห็นว่าการปลูกพืชแบบวนเกษตร (Agroforestry) นั้นไม่ต้องใช้การดูแลมากเหมือนการปลูกพืชไร่อื่นๆ เพราะไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีและไม่ต้องพ่นยาฆ่าแมลง เพียงแต่ต้องดูแลต้นกล้าที่ปลูกในช่วงแรกและเมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้วก็ปล่อยให้เจริญเติบโตได้เองโดยอาจมีการถางหญ้าเป็นบางครั้งเท่านั้น แต่ผลตอบแทนที่ได้ในพื้นที่วนเกษตรทั้ง 4 ไร่นี้กลับสามารถให้ทั้งผลผลิตที่ทั้งกินได้และใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย
ลุงยอดเล่าว่าหลังจากการทำสวนวนเกษตรมาประมาณ 7 ปีบนผืนดินที่เคยคิดว่าไม่น่าจะใช้ทำประโยชน์ได้ แต่ปัจจุบันลุงยอดกลับสามารถเก็บผลผลิตได้จากพืชหลายชนิดที่ปลูกไว้ เช่น หวาย เหียง มะม่วง สับปะรด มะไฟ เต่าร้าง ดอกตั้ง จะค่าน ฝรั่ง กล้วย เป็นต้น
ผลผลิตที่ได้จากสวนวนเกษตรมีไม่มากนักแต่หากเหลือจากการบริโภคในครอบครัวแล้วบางครั้งก็จะมีเพื่อนบ้านหรือคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาขอซื้อ โดยเฉพาะเหียงและหน่อหวายจะเป็นที่นิยมในการนำไปประกอบอาหารอย่างมาก ซึ่งในส่วนของหน่อหวายลุงยอดกล่าวว่านอกจากจะเป็นอาหารแล้วยังถือเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง เพราะช่วยบำรุงร่างกาย เจริญอาหาร และแก้ปวดเมื่อยอีกด้วย อย่างไรก็ตามในหมู่บ้านปางแดงกลับมีคนปลูกเหียงและหวายน้อยเพราะเห็นว่าดูแลยาก และใช้เวลาปลูกนานนับปีกว่าจะเก็บผลผลิตได้ หวายมีหนามแหลมคม ปีหนึ่งเก็บหน่อได้เพียงครั้งเดียว ผลผลิตมีน้อย และสำหรับตลาดภายนอกแล้ว พืชทั้งสองชนิดก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในการบริโภคมากนัก ดังนั้นการปลูกในเชิงเศรษฐกิจจึงไม่คุ้มค่าซึ่งต่างกับการปลูกถั่วลิสงซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงในหมู่บ้าน
ลุงยอดเห็นว่าผลผลิตจากวนเกษตรเป็นผลผลิตที่ดีต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตเพราะไม่ใช้สารเคมี แต่ปัจจุบันในหมู่บ้านปางแดงมีเพียง 6 ครอบครัวเท่านั้นที่ปลูกพืชแบบวนเกษตรในฐานะส่วนหนึ่งของการผลิต ในขณะที่คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่กลับเน้นการปลูกพืชเพื่อขายเป็นหลักเพียงอย่างเดียวเพราะเห็นว่าสามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวได้ดีกว่า จึงทำให้คนในชุมชนไม่สนใจการปลูกแบบวนเกษตรเท่าที่ควร
ลุงยอดบอกว่าการส่งเสริมตลาดผลผลิตวนเกษตรเป็นเรื่องยาก เพราะผลผลิตบางอย่างแม้จะเป็นที่ต้องการของตลาดแต่ชุมชนปางแดงกลับสามารถผลิตได้น้อย เช่น หน่อหวายและเหียง ในทางตรงข้ามบางครั้งบางฤดู ผลผลิตบางอย่างเช่น สับปะรด หวายแก่ มะม่วง สามารถผลิตได้จำนวนมากแต่กลับไม่มีตลาดรับซื้อโดยเฉพาะกล้วยซึ่งมีผลผลิตจำนวนมากตลอดทั้งปีจนบางครั้งต้องทิ้งไว้เป็นอาหารให้กับนกและหนูในสวนเพราะไม่สามารถบริโภคได้หมด
ปัจจุบันแม้ผลผลิตจากสวนวนเกษตรจะยังไม่อาจสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับลุงยอดได้ แต่ลุงยอดก็มีความสุขและภาคภูมิใจในสวนวนเกษตรของตนอย่างมาก เพราะสิ่งนั้นหมายถึงความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวและอาจเชื่อมโยงไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของลูกหลานในอนาคตได้ ผ่านคำกล่าวของลุงยอดที่ว่า “เวลาอยากจะกินอะไรก็ได้กิน หน่อหวายก็มี เหียงก็มี สับปะรดก็มี มีทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องซื้อเพราะปลูกไว้หมดแล้ว ตายไปลูกหลานก็จะได้ประโยชน์ต่อ หรือถ้าลุงยอดได้กลับมาเกิดในครอบครัวเดิมอีกก็จะได้กินที่ปลูกไว้อีก”

ขอบคุณค่ะ สำหรับเรื่องราวดีๆ