เรื่องราวของลุงทัยนั้นเกิดจากการที่เราได้ยินชาวบ้านแถวนั้นเล่าให้ฟังว่าลุงทัยเป็นหนึ่งในเกษตรกรเพียงไม่กี่คนที่ไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก จึงทำให้เราสนใจที่จะพูดคุยกับลุงทัยถึงความเป็นมาเป็นไปที่นำไปสู่การทำเกษตรแบบที่แทบจะไม่มีใครทำในตำบลเหมืองแก้ว หรือเราอาจเรียกได้ว่าเป็น “การเกษตรนอกกระแส” ของตำบลเหมืองแก้วก็ได้
บ้านของลุงทัยอยู่ที่หมู่บ้านหนองเขียวซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ถัดจากบ้านดอนตันไปไม่ไกลนัก เมื่อเราเดินทางไปถึงสวนของลุงทัยเราพบถึงความแตกต่างจากสวนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้างอย่างเห็นได้ชัดคือ ในขณะที่สวนอื่น ๆ แถวนั้นส่วนมากจะปลูกไม้ดอกต่าง ๆ เพื่อขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อในหมู่บ้านแม้ว่าช่วงนี้ราคาไม้ดอกจะยังไม่ค่อยดีนักก็ตาม แต่สวนของลุงทัยนั้นกลับตรงกันข้ามเพราะนอกจากลุงทัยจะไม่ปลูกดอกไม้ขายแล้ว การปลูกพืชในสวนของลุงทัยยังเป็นการปลูกแบบผสมผสานระหว่างผักพื้นบ้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผักไห่ กะเพรา แมงลัก โหระพา แครอท พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว ผักหวาน และพืชผักอื่น ๆ ซึ่งนับว่าผิดจากภาพของสวนที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบที่ชาวบ้านส่วนมากนิยมปลูกกัน
หลังจากที่พบตัวลุงทัยแล้วเราจึงได้พูดคุยกับลุงทัยถึงประวัติความเป็นมาเป็นไปที่ทำให้ลุงทัยเริ่มปลูกพืชแบบผสมผสานซึ่งต่างจากคนรอบข้างในชุมชนแห่งนี้ ซึ่งลุงทัยในวัย 67 ปีได้เล่าให้เราฟังว่าเดิมลุงทัยเองก็ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหมือนกับเกษตรกรคนอื่น ๆ ในตำบลเหมืองแก้ว เช่นพืชเศรษฐกิจพวกพริกหรือกระเทียม (ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้วตำบลเหมืองแก้วยังไม่มีการปลูกไม้ดอกเป็นพืชเศรษฐกิจ) และนอกจากทำสวนแล้วลุงทัยยังได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภา อบต. เหมืองแก้วด้วย จนกระทั่งครบสมัยในปี 2549 ลุงทัยจึงออกจากการเป็นสมาชิก อบต. เหมืองแก้วและหันมาทำสวนเพียงอย่างเดียวและในปีนี้เองที่ลุงทัยเริ่มหันมาปลูกพืชแบบผสมผสานอย่างจริงจังซึ่งลุงทัยเล่าว่าสาเหตุนั้นมาจากหลาย ๆ ปัจจัยโดยเริ่มจากการที่ลุงทัยรู้สึกว่าหลังจากออกจากการเป็นสมาชิก อบต. มาลุงทัยเริ่มมีอายุมากขึ้นทำงานหนักไม่ค่อยไหว ประกอบกับลูก ๆ ทั้งสามคนต่างก็สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ภาระทางเศรษฐกิจของลุงทัยจึงลดลงจากสมัยก่อน จึงเริ่มทำให้ลุงทัยคิดที่จะเปลี่ยนแนวการทำเกษตรของตัวเองเนื่องจากเห็นว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเดิมนั้นใช้ทั้งแรงงานและต้นทุนค่อนข้างมาก ประกอบกับการปลูกพืชแบบเดิมที่ต้องพ่นยาเยอะทำให้ลุงทัยเริ่มเป็นห่วงสุขภาพของตัวเองมากขึ้น
แต่การเริ่มปลูกแบบผสมผสานของลุงทัยในครั้งแรกนั้น ลุงทัยเล่าว่าไม่ได้เกิดจากการไปดูงานหรือเห็นตัวอย่างการปลูกแบบผสมผสานมาจากที่อื่นแต่อย่างใด แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความบังเอิญจากการที่ภรรยาของลุงทัยไปซื้อผักพื้นบ้านมาทำอาหารกินและทำผักบางส่วนตกในสวน หลังจากนั้นลุงทัยก็เริ่มสังเกตว่าผักเหล่านั้นก็ขึ้นมาเองในสวน ภรรยาของลุงทัยจึงนำผักเหล่านี้ไปขายที่ตลาดป่าข่อยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านนักและพบว่าผักพื้นบ้านเหล่านี้มีลูกค้านิยมมาซื้อพอสมควร จึงทำให้ลุงทัยเริ่มมีความคิดที่จะปลูกสวนผสมผสานโดยนำผักพื้นบ้านต่าง ๆ มาปลูกในสวนโดยกระบวนการในการเลือกพืชที่จะปลูกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก “เราอยากกินอันไหนเราก็ปลูกอันนั้น อันไหนที่ไม่มีเราก็ไปซื้อมาจากผักที่เขาขายในตลาด หรือบางทีไปเห็นสวนของเขามีขึ้นอยู่เราก็ขโมยเด็ดเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเอามาปลูกที่สวนเรา แล้วมันก็ขึ้นของมันเอง”
หลังจากที่ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมาระยะหนึ่งจนเริ่มเข้าที่แล้ว ลุงทัยก็เริ่มทำสวนเกษตรผสมผสานอย่างจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งขึ้นตอนการทำทั้งหมดมีทั้งที่มาจากการทดลองของลุงทัยและมาจากการไปอบรมตามที่ต่าง ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลุงทัยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเครือข่ายเทคโนโลยีการเกษตรประจำหมู่บ้านด้วยทำให้มีโอกาสไปอบรมดูงานตามที่ต่าง ๆ แล้วนำกลับมาประยุกต์ใช้ในสวนของตัวเองด้วย “เราเป็นคณะกรรมการตรงนี้ก็ทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติมพอสมควร อย่างเรื่องการใช้ปุ๋ยหมัก พด. เขาก็มาสอน พอเราเรียนเราก็เอามาทำตาม แล้วก็เอาไปสอนสมาชิกคนอื่นที่อยู่ในกลุ่มบ้านเดียวกับเราเหมือนกัน แต่เขาจะทำตามหรือไม่ทำตามก็เรื่องของเขา เราไปบังคับเขาไม่ได้ แต่ส่วนมากแล้วก็มาจากการลองผิดลองถูกของเราเองนี่แหล่ะ”
“เรื่องการลองผิดลองถูกเราก็ลองมาหลายแบบ อย่างสมัยที่เขาเริ่มปลูกดอกกันใหม่ ๆ หลานเขยก็มาชวนปลูก แต่เราลองแล้วไม่ไหว ใช้ยาใช้ทุนเยอะ เพราะเราเริ่มสุขภาพไม่ดีแล้ว เลยเอาแบบนี้ดีกว่า เพราะเราก็ไม่ได้มีภาระต้องใช้เงินเยอะเหมือนสมัยก่อนแล้วด้วย”
และเมื่อให้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างการปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบเดิมกับการปลูกผักพื้นบ้านแบบผสมผสานลุงทัยบอกว่าต่างก็มีข้อดีข้อเสียไปคนละอย่างคือ “ถ้าเป็นปลูกแบบเยอะ ๆ สมัยก่อนเวลาได้เงินทีก็ได้เยอะ ได้เป็นก้อน ได้มากกว่าแบบนี้หลายเท่าเลยด้วย แต่ข้อเสียก็คือต้องใช้ทุนเยอะ ถ้าราคาไม่ดีก็ขาดทุนไปเลย แล้วก็ไม่ดีต่อสุขภาพด้วยเพราะต้องใช้ยาเยอะ”
“ส่วนข้อดีของการปลูกแบบผสมผสานทุกวันนี้คือรายได้แน่นอน อย่างปกติเราก็เก็บผักให้แม่บ้านเขาเอาไปขายที่ตลาดทุกเช้า ก็ได้ทุกวัน วันละร้อยถึงสามร้อยบาท ไม่เยอะแต่มันก็สม่ำเสมอ ลูกค้าประจำที่ซื้อผักของเราก็มี เพราะเวลาไปขายของที่ตลาดคนมาซื้อเขาจะรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นคนปลูกผักในชุมชน เขาก็เชื่อใจเราเพราะบางทีเขาก็เคยเห็นเคยพูดคุยกับคนที่รู้จักเราเขาก็ยืนยันให้เราได้”
“หรือบางทีเขาก็ไม่รู้จักเราหรอก แต่ในตลาดป่าข่อย (ตลาดชุมชนแถวบ้าน) เขาจะรู้กันอยู่แล้วอย่างแม่ค้าที่เช่าเขียงนั่ง (มีโต๊ะเก้าอี้ให้) คนซื้อก็จะรู้ว่าเป็นแม่ค้ารายใหญ่ ผักส่วนมากเขาซื้อจากกาดเมืองใหม่ (ตลาดค้าผักขนาดใหญ่ในเมืองเชียงใหม่) ก็แปลว่าต้องพ่นยา แต่ถ้าแม่ค้าที่นั่งกับพื้นขายประจำเขาจะรู้ว่าเรามาจากในชุมชนก็จะเชื่อใจ แล้วตัวผักมันก็บอกอยู่แล้ว อย่างผักพื้นบ้านเขาก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้พ่นยา ถ้าเป็นพวกผักเมืองหนาวก็ต้องพ่นยา ตรงนี้ลูกค้าเขารู้อยู่แล้ว”“ปลูกแบบนี้รายได้น้อยก็จริง แต่ก็ได้สม่ำเสมอ แล้วก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก ไม่ต้องลงทุนมาก ไม่ต้องใช้ยาเยอะ สุขภาพเราก็ดีขึ้นตามไปด้วย”
แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบเกษตรผสมผสานของลุงทัยก็ยังไม่ใช่เกษตรอินทรีย์เต็มตัวเพราะยังมีการพ่นยาฆ่าแมลงอยู่บ้างในการปลูกพืชประเภทถั่วฝักยาว เนื่องจากลุงทัยยังไม่สามารถหาวิธีอื่นในการกำจัดแมลงศัตรูพืชของถั่วฝักยาวได้ แต่กระนั้นในการตัดถั่วฝักยาวไปขายลุงทัยก็ยังเป็นห่วงสุขภาพของลูกค้าอยู่ โดยลุงทัยจะหยุดพ่นยาก่อนประมาณสองสัปดาห์ก่อนจะตัดไปขาย เพื่อให้ยาฆ่าแมลงหลุดออกไปจากผักที่พ่นยาให้มากที่สุดแล้วค่อยตัดขาย “อย่างถั่วฝักยาวยังต้องพ่นยาอยู่ แต่เราก็หยุดยาก่อนสองสัปดาห์ ไม่งั้นคนกินเขาจะเวียนหัวได้ แต่เราก็บอกเขานะว่าอันนี้เราพ่น แต่เราหยุดยาก่อนเก็บ เขาก็เข้าใจ เพราะส่วนมากลูกค้าเราเขาก็เห็นหน้าเห็นตาเราอยู่ทุกวัน เกิดเขากินแล้วเป็นอะไรขึ้นมาเดี๋ยวเขามาว่าเราได้”
เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงถามลุงทัยต่อว่า “แล้วทำไมลุงทัยไม่คิดจะทำเกษตรอินทรีย์แบบเต็มตัวล่ะ?” ลุงทัยให้เหตุผลกับเราในเรื่องขั้นตอนของการทำที่ยุ่งยากและต้องรอเวลานานมาก “ถ้าเป็นเกษตรอินทรีย์เต็มตัวมันทำไม่ไหวหรอก แค่เรื่องใช้ปุ๋ยหมัก พด.อย่างเดียวก็ต้องใช้ระยะเวลาตั้งนานกว่าจะหมักกว่าจะได้ ถ้าให้ทำอินทรีย์ทั้งหมดไม่ไหวหรอก เราทำคนเดียวเหนื่อยแย่ ดูแลไม่ไหว”
“ชาวบ้านคนอื่นเขาก็ไม่เอากับเราด้วยเหมือนกัน อย่างเวลาเราไปอบรมแล้วมาสอนเขาต่ออย่างเรื่องปุ๋ยหมัก พด. บางคนก็เอาไปทำแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนมากก็ยังใช้ยาเป็นหลักอยู่ดี แล้วอย่างของเราส่วนมากคนมาเห็นเขาก็บอกว่าดี แต่จะเอาอะไรกินล่ะเพราะได้เงินน้อย เขาก็ไปทำอันที่มันได้เงินมากกว่าหมดก็คือปลูกดอก”
นอกจากนี้ลุงทัยยังให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่าการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐก็ถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเกษตรแบบไม่ใช่สารเคมีด้วยเช่นกัน เพราะแม้เครือข่ายเทคโนโลยีการเกษตรที่ลุงทัยเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วยจะมีการอบรมแนวทางเกษตรปลอดยาบ้างเป็นระยะ ๆ แต่ถ้าเทียบกับการอบรมการปลูกพืชกระแสหลักเช่นไม้ดอกแล้วนับว่าน้อยมาก และหน่วยงานอื่น ๆ ตั้งแต่ อบต. เกษตรตำบล และเกษตรอำเภอในพื้นที่ต่างก็ไปในทิศทางเดียวกันหมดคือให้การสนับสนุนพืชเศรษฐกิจตามกระแสซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ก็คือไม้ดอก
“ลองสังเกตดูเถอะ อย่างเวลามีงานอย่างงานดอกไม้บานตำบลเหมืองแก้ว (งานที่ อบต.เหมืองแก้วร่วมกับอำเภอแม่ริมจัดขึ้นในตำบลเหมืองแก้วทุกปี) ที่เขาประกวดกันก็มีแต่ไม้ดอก ถ้ามีพืชอาหารก็เป็นพวกกะหล่ำ ผักกาด พืชที่ต้องใช้สารเคมีทั้งนั้น เขาไม่ได้มีการประกวดนี่ว่าสวนใครใช้ยาน้อยกว่ากัน มันก็เลยกลายเป็นกระแส คนเขาก็แห่กันไปปลูกดอกหมด ปลูกแบบนี้ไม่ได้เงินใครเขาจะมาปลูก”
อย่างไรก็ตามแม้ลุงทัยจะบอกว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเกษตรอินทรีย์เต็มตัวได้ และแม้ชาวบ้านจะยังอยากทำการเกษตรที่เน้นการทำเงินได้มากกว่าเกษตรปลอดภัย แต่เราคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะในพื้นที่ตำบลเหมืองแก้วยังไม่มีหน่วยงานไหนที่มาเสนอทางเลือกในการปลูกพืชปลอดภัยให้กับชาวบ้านอย่างจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งเราเชื่อน่าคงจะมีเกษตรกรอย่างลุงทัยที่พยายามมองหาทางเลือกในการผลิตแบบใหม่ที่มีปลอดภัยและยั่งยืนอยู่ ซึ่ง Fair Earth Farm น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกตรงนี้ให้กับชาวบ้านได้ ก่อนแยกกับลุงทัย แม้เราจะยังไม่ได้พูดเกี่ยวกับทางเลือกที่เรากำลังพยายามทำอยู่เพราะเราเองก็ยังต้องการความพร้อมให้มากกว่านี้ แต่เราเชื่อเหลือเกินว่าในอนาคตเราและลุงทัย รวมถึงเกษตรกรที่กำลังแสวงหาทางเลือกใหม่คนอื่น ๆ ในตำลเหมืองแก้วจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันได้แน่นอน


