ลุงชัน ชาวบ้านบ้านดอนตัน ปัจจุบันอายุ 63 ปี ซึ่งในอนาคตเราคาดหวังว่า ลุงชันจะเข้ามาร่วมมือเป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้ผลิตการเกษตรธรรมชาติแบบผสมผสานเพื่อให้เกิดความยั่งยืน (CSA) กับ “Fair Earth Farm”
ในอดีตลุงชันเป็นคน ต.ป่าเหมือด อ.สันทราย ครอบครัวประกอบอาชีพด้านการเกษตรเป็นหลัก ลุงชันจึงมีประสบการณ์ในด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตามเมื่ออายุประมาณ 18 ปี ลุงชันได้หันไปประกอบอาชีพเป็นพนักงานเก็บเงินของบริษัทเอ
กชนแห่งหนึ่งทำให้ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ แต่ก็ทำได้ไม่นานเนื่องจากลุงชันบอกว่าเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง จึงลาออกมาและเมื่ออายุ ประมาณ 25 ปีก็ได้แต่งงานกับภรรยาซึ่งเป็นคนบ้านดอนตันและย้ายมาอยู่ที่บ้านดอนตันจนถึงปัจจุบัน
หลังจากย้ายมาอยู่บ้านดอนตันแล้ว ลุงชันก็ได้ทำงานด้านการเกษตรร่วมกับครอบครัวของภรรยาเพื่อเลี้ยงชีพ เมื่อได้ผลผลิตก็จะแบ่งปันกันในหมู่ญาติพี่น้อง นอกจากนี้ยังทำงานรับจ้างทั่วไปเพื่อเสริมความมั่นคงให้ครอบครัวอีกด้วยจนลุงชันสามารถส่งลูกทั้งสองคนเรียนจบการศึกษาได้
ปัจจุบันลูกๆของลุงชันได้แยกออกไปมีครอบครัวหมดแล้ว สำหรับลุงชันและภรรยามีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท จากงานรับจ้างทั่วไปในชุมชนและการปลูกผัก แม้จะมีรายได้ไม่มากนักแต่ก็ไม่เดือดร้อนเพราะไม่มีหนี้สินส่วนตัว อีกทั้งข้าวที่ใช้ในการบริโภคก็ไม่ต้องซื้อเพราะได้มาจากการทำนาร่วมกันในกลุ่มญาติพี่น้อง
ในปี 2546 ลุงชันได้เช่าที่ดินสาธารณประโยชน์ประมาณ 2 งานจากกลุ่มเหมืองฝายเพื่อนำมาใช้เพาะปลูกพืชผัก ลุงชันเล่าว่าเห็นโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงเลยอยากจะทำตามบ้างจะได้มีพืชผักไว้กินและไว้ขายบางส่วน แต่เนื่องจากไม่มีที่ดินของตนเองจึงต้องเช่าที่ดินดังกล่าวซึ่งต้องเสียค่าเช่า 600 บาทต่อปี
ในที่ดินผืนนี้ลุงชันได้ปลูกพืชผักและไม้ผลมากมายหลายชนิดด้วยวิธีผสมผสาน อาทิ ถั่วลิสง พริกขี้หนู ผักหวาน ขิง มะเขือเทศ ถั่วพู ชะอม ข้าวโพด มะเขือ ผักกาดแม้ว ขนุน มะพร้าว กล้วย มะละกอ ฯลฯ โดยในการดูแลนั้นลุงชันกล่าวว่าจะใช้สารเคมีให้น้อยที่สุดเนื่องจากผู้เช่าคนก่อนบนที่ดินผืนนี้ได้ใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ตลอดจนสารเคมีอื่นๆจนดินเสื่อมคุณภาพทำให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตไม่ดี เมื่อลุงชันมาเช่าต่อจึงใช้เพียงปุ๋ยอินทรีย์เม็ดและปุ๋ยยูเรียผสมกันในอัตราส่วน 5:1 ใส่บัวรดน้ำรดต้นไม้เท่านั้น นอกจากนี้แล้วก็ไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆอีก
ลุงชันมีความเห็นว่าเป็นไปได้ที่จะทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี อย่างไรก็ตามหากจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพียงอย่างเดียวนั้นจะต้องมีดินที่มีคุณภาพดีอยู่แล้ว และการปรับปรุงดินให้ดีต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ขณะที่คนเราต้องกินต้องใช้ทุกวัน ดังนั้นการใช้ปุ๋ยยูเรียร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะในที่ดินของลุงชัน ซึ่งในประเด็นนี้ลุงชันได้สะท้อนความคิดผ่านคำพูดที่ว่า “ท้องบ่ได้ตันเหมือนขา รอบ่ได้ ” (ท้องคนเราหิวทุกวัน จึงรอไม่ได้)
นอกจากปัญหาเรื่องคุณภาพดินแล้ว พืชผักของลุงชันยังประสบปัญหาแมลงรบกวนหลายชนิด เช่น เพลี้ยดำ แมลงหวี่ขาว เพลี้ยจุด แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่รุนแรงมากนัก ซึ่งลุงชันจะใช้วิธีเดินสำรวจรอบๆแปลงผักและเด็ดทิ้ง บางครั้งก็จะใช้น้ำหมักชีวภาพซึ่งมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้มาสอนให้มาฉีดพ่นเพื่อกันแมลง โดยน้ำหมักชีวภาพที่ว่ามีส่วนผสมคือ บอระเพชร น้อยหน่า กากน้ำตาลและ จุลินทรีย์ Em ซึ่งลุงชันกล่าวว่าสูตรนี้เป็นทั้งปุ๋ยและยาป้องกันแมลงไปในตัว
พืชผักที่ลุงชันผลิตได้ส่วนหนึ่งจะใช้บริโภคในครัวเรือนและอีกส่วนหนึ่งก็จะเอาไว้ขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว แม้จะไม่มากมายนักแต่ลุงชันเล่าว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ได้เฝ้าดูแลพืชผักที่เขาปลูก และในอนาคตอันใกล้ “Fair Earth Farm” และลุงชันกำลังจะร่วมมือกันผลิต ร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันสร้างบทเรียน ปรับเปลี่ยนเพื่อหาหนทางให้เกิดความยั่งยืนทั้งในชุมชนผู้ผลิตและชุมชนผู้บริโภค ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เคยลองหัดปลูกถั่วฝักยาวดู แรกๆก็ดีฝักสวยมาก แต่หลังเพลี้ยมาลงหมดเลยไม่รู้จะแก้ยังไงอุตสาห์พรวนดินปลูก แล้วก็รดน้ำตั้งนาน อยากเก่งแบบคุณลุงเค้าบางจัง