Uncle Kwai and his views on agrarian change in Dorn Tarn village
พ่อควาย โสภา อายุ 81 ปี เป็นคนที่บ้านดอนตันและทำการเกษตรที่นี่ตั้งแต่เกิด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของบ้านดอนตันโดยเฉพาะในเรื่องการเกษตรในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานี้จึงอยู่ในสายตาของพ่อควายมาโดยตลอด
Uncle Kwai is 81 and has been farming in Dorn Tarn all his life. He said probably the biggest change the village has seen has been the building of the Mae Faek irrigation scheme, which meant that villagers could grow rice twice a year, as well as grow a variety of alternative crops. (Story in Thai follows below.)
พ่อควายทำนาทั้งหมด 3 ไร่ เป็นนาปี ซึ่งต่างจากหลาย ๆ คนในบ้านดอนตันที่ส่วนมากจะทำนาปรังกันเกือบหมด เหตุผลที่พ่อควายไม่ทำนาปรังเพราะบริเวณที่นาของพ่อควายมีน้ำน้อยจนไม่เพียงพอที่จะทำนาปรัง อย่างไรก็ตามพ่อควายคิดว่าในปีนี้จะเปลี่ยนมาทำนาปรังได้เพราะในปีที่ผ่านมาได้มีการซ่อมเหมืองไส้ไก่ในหมู่บ้านซึ่งเป็นเหมืองที่ผ่านที่นาของพ่อควาย ซึ่งพ่อควายคิดว่าจะทำให้ได้น้ำในเหมืองเพิ่มขึ้นจนสามารถทำนาปรังในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ได้ และนอกจากทำนาแล้วพ่อควายยังปลูกดอกดาวเรืองในเนื้อที่ 1 ไร่ สาเหตุที่เลือกปลูกดาวเรืองเพราะไม่ต้องใช้ทุนมากเท่าการปลูกดอกเบญจมาศ
พ่อควายเล่าว่าในสมัยก่อนตอนที่พ่อควายยังหนุ่ม ๆ อยู่นั้น คนที่บ้านดอนตันส่วนมากจะปลูกสวนอ้อย ยาสูบ ผักกาด ส่วนการปลูกข้าวก็จะปลูกเป็นนาปีกัน ไม่สามารถปลูกเป็นนาปรังได้เพราะในสมัยก่อนบ้านดอนตันมีน้ำสำหรับทำการเกษตรน้อยแม้หมู่บ้านจะอยู่ติดแม่น้ำปิงก็ตามเนื่องจากในสมัยก่อนยังไม่มีการขุดเหมืองสำหรับดึงน้ำเข้ามาในนาข้าวเหมือนปัจจุบัน โดยการดึงน้ำเข้านาข้าวในสมัยก่อนจะใช้ “หลุก” หรือระหัดวิดน้ำที่ทำด้วยไม้ไผ่ โดยสมัยก่อนจะทำ หลุก ให้มีขนาดใหญ่โดยมีความสูงถึงประมาณ 4 เมตร วิธีใช้จะเอา หลุก ไปวางไว้กลางแม่น้ำปิงแล้วให้ หลุก พัดน้ำลงบ่อพักที่ทำไว้อีกทีหนึ่ง พ่อควายเล่าว่า หลุก เป็นอุปกรณ์สำหรับนำน้ำเข้าที่นาที่สวนซึ่งพ่อควายเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่ปัจจุบันนี้หายไปหมดแล้วตั้งแต่เริ่มมีการสร้างเขื่อนแม่งัดและพัฒนาชลประทานแม่แฝก
ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างเขื่อนแม่งัด ที่หมู่บ้านดอนตันในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม มักจะมีน้ำท่วมอยู่เป็นประจำทุกปี เวลาน้ำท่วมแต่ละครั้งจะท่วมสูงจนถึงเอว ชาวบ้านสมัยก่อนเวลาสร้างบ้านจึงต้องสร้างบ้านทรงสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมถึง และเวลาที่น้ำท่วมแต่ละครั้งชาวบ้านจะไปไหนมาไหนไม่ได้เลย รวมถึงไม่สามารถเพาะปลูกได้ด้วย ซึ่งต่างจากหมู่บ้านดอนแก้วซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำปิง ซึ่งพ่อควายเล่าว่าถ้าเป็นฝั่งบ้านดอนแก้วน้ำจะท่วมเหมือนกันแต่ไม่สูงมากนัก ดังนั้นในช่วงที่น้ำท่วมคนที่บ้านดอนแก้วจึงสามารถออกไปรับจ้างข้างนอกหมู่บ้านได้ แต่คนที่บ้านดอนตันทำไม่ได้เพราะน้ำท่วมสูงมาก จึงต้องอยู่แต่ในบ้าน เสบียงอาหารก็ต้องสะสมเอาไว้ แต่เมื่อถึงเวลาน้ำลดก็สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ รวมถึงการเพาะปลูกในสมัยก่อนนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงเลยเนื่องจากดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งพ่อควายคิดว่าน่าจะเป็นเพราะการที่มีน้ำท่วมทุกปีซึ่งน้ำจะพัดพาตะกอนต่าง ๆ มาทับถมด้วยทำให้ดินในหมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา
ภายหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนแม่งัดเสร็จ (ประมาณปี พ.ศ. 2516) นอกจากจะทำให้น้ำในแม่น้ำปิงไม่ท่วมในหมู่บ้านแล้ว การทำชลประทานแฝกยังทำให้หมู่บ้านดอนตันมีน้ำใช้ในการเกษตรอุดมสมบูรณ์มากขึ้นด้วย ชาวบ้านหลายคนจึงเริ่มเปลี่ยนมาทำนาปรังแทนนาปี แต่พ่อควายไม่ได้ทำซึ่งนอกจากเหตุผลในเรื่องที่ดินของพ่อควายมีน้ำผ่านน้อยแล้ว ยังเป็นเพราะพ่อควายมีที่นาน้อย ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนทำนาปรัง แต่พ่อควายบอกว่าถึงใครไม่เปลี่ยนมาทำนาปรังก็สามารถปลูกพืชสวนต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นแทนด้วย เช่นปลูกหอม กระเทียม ถั่วเหลือง หรือกะหล่ำ ซึ่งเดิมก็มีการปลูกกันอยู่แล้วแต่เนื่องจากน้ำน้อยจึงทำให้ผลผลิตน้อยตามไปด้วย แต่หลังจากที่มีน้ำมากขึ้น ผลิตก็มากขึ้น ทำให้รายได้ในแต่ละครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งพ่อควายบอกว่าในช่วงนั้นแต่ละครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้นมากันถึงประมาณ 3 – 4 เท่าเลยทีเดียว
แม้จะมีรายได้จากการปลูกพืชสวนต่าง ๆ มากขึ้นภายหลังการสร้างเขื่อนแม่งัดก็ตาม แต่พ่อควายก็รู้สึกว่าความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ลดลงไปจากเมื่อก่อน รวมถึงแมลงศัตรูพืชที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ในเรื่องแมลงศัตรูพืชนี้พ่อควายคิดว่าน่าจะเป็นเพราะในระยะหลังมีการปลูกพืชสวนกันมากขึ้นทำให้มีแมลงมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งพ่อควายบอกว่าหากเทียบกับสมัยก่อนที่มีการปลูกไม่มาก ก็จะเจอแมลงไม่มากเช่นกัน และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้เองที่พ่อควายเริ่มรู้สึกว่าแมลงศัตรูพืชมีเพิ่มขึ้นมากจนต้องใช้ยาฆ่าแมลงในการทำเกษตรตลอด “ช่วงสิบปีหลังนี้ต้องใช้ยาตลอดแล้ว ไม่ใช้ไม่ได้เลยไม่อย่างนั้นแมลงมันมากินหมด” โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีหลังที่พ่อควายเริ่มหันมาปลูกดอกตามลูกชายเนื่องจากเห็นว่ามีรายได้ดี แต่ก็ต้องแลกกับการต้องพ่นยาฆ่าแมลงทุกวัน ทำให้พ่อควายเริ่มเป็นกังวลว่าจะเกิดปัญหาสุขภาพกับตัวเองตามมาหรือไม่ เพราะพ่อควายเองก็เคยไม่สบายจนต้องไปหาหมอที่อนามัยครั้งหนึ่ง ซึ่งพ่อควายคิดว่าน่าจะเกิดจากการพ่นยาในสวนดอกของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามพ่อควายก็ไม่สามารถเลิกการพ่นยาได้และใช้วิธีการใส่ชุดป้องกันเวลาพ่นยาแทน “ทุกวันนี้ที่พ่นยานี่ก็กลัวอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ต้องทำ มันเป็นอาชีพของเรา ถ้าไม่ทำแล้วเราจะเอาอะไรกิน”
ส่วนถ้าจะให้เปลี่ยนมาปลูกพืชแบบที่ไม่ใช้สารเคมีเหมือนที่ Jeff ทำนั้น พ่อควายคิดว่าถ้าจะให้ปลูกจริง ๆ ก็สามารถปลูกได้ แต่ตัวพ่อควายคงจะไม่ปลูกเพราะถึงจะปลูกไว้กินได้แต่ก็ขายไม่ได้ รวมถึงชาวบ้านดอนตันคนอื่น ๆ เองก็คงจะไม่ปลูกเหมือนกัน “Jeff เขารวยแล้วเขาก็เลยทำได้ แต่ตัวพ่อควายยังไม่รวย พ่อควายก็ต้องปลูกไว้ขายหาเงินมาก่อน”

