จากครั้งที่แล้วที่เราพูดถึงการเกิดวิกฤตราคาดอกไม้โดยเฉพาะดอกเบญจมาศที่ราคาตกต่ำอย่างมากจนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกดอกในพื้นที่ตำบลเหมืองแก้ว ในครั้งนี้เราจะเป็นการทำความเข้าใจต่อความเป็นมาเป็นไปของการปลูกดอกไม้ในตำบลเหมืองแก้ว เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าวิกฤตดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเราจะหาทางออกจากวิกฤตนี้กันเช่นไร
เส้นทางของดอกไม้ จากสวนสู่ตลาด
เมื่อพูดถึงการส่งดอกไม้ไปขายในตลาด ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยเข้าใจว่าดอกไม้ส่วนมากในตำบลเหมืองแก้วจะถูกส่งไปขายในตลาดเชียงใหม่ แต่หลังจากการเก็บข้อมูลทำให้ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วกว่า 80% ของดอกไม้ที่ปลูกในตำบลเหมืองแก้วจะถูกส่งไปตลาดกรุงเทพ ฯ เป็นหลัก ส่วนอีก 20% ที่เหลือจึงจะถูกส่งไปขายในตลาดเชียงใหม่
ในการขนส่งดอกไม้จากในสวนไปขายที่ตลาดนั้นโดยทั่วไปแล้วจะเป็นหน้าที่ของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งปกติคนที่ปลูกไม้ดอกแต่ละคนจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงในสวน จากนั้นพ่อค้าคนกลางก็จะส่งดอกไม้ไปให้ลูกค้าซึ่งแล้วแต่ว่าจะติดต่อลูกค้าที่ไหนไว้ เช่นที่พ่อค้าคนกลางคนหนึ่งในตำบลเหมืองแก้วได้ให้ข้อมูลกับผู้เขียนว่าปกติแล้วเขามีลูกค้าประจำที่กรุงเทพ ฯ ประมาณ 5 ราย หลังจากนั้นก็ขึ้นกับลูกค้าว่าจะเอาดอกไม้ไปส่งให้ลูกค้ารายย่อยตามร้านขายดอกไม้หรือตลาดขายดอกไม้ที่ไหน ซึ่งเขาคาดว่าก็น่าจะเป็นที่กรุงเทพ ฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงเป็นหลัก
ส่วนดอกไม้ที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อไปจะถูกส่งไปขายที่ตลาดกรุงเทพ ฯ หรือเชียงใหม่นั้นจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของดอกไม้เป็นหลัก หากเป็นดอกไม้ที่คุณภาพอยู่ในเกรด A ก็จะถูกส่งเข้ากรุงเทพ ฯ โดยตลาดหลักจะอยู่ที่ปากคลองตลาด ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไทย แต่ถ้าเป็นดอกไม้คุณภาพเกรด B ก็จะถูกส่งไปขายในเชียงใหม่ซึ่งตลาดหลักจะอยู่ที่กาดหลวง โดยกว่า 80% ของดอกไม้ในเหมืองแก้วจะถูกส่งไปที่กรุงเทพ ฯ ส่วนอีก 20% จะถูกส่งไปที่กาดหลวง ทั้งนี้เนื่องจากคุณภาพของดอกไม้ที่เหมืองแก้วค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกอื่น ๆ ที่เป็นพื้นราบด้วยกัน เช่นหากเทียบกับดอกไม้ที่ปลูกในพื้นที่อำเภอสันทรายจะพบว่าดอกไม้ที่ปลูกที่สันทรายจะมีคุณภาพด้อยกว่าดอกไม้ที่ปลูกในเหมืองแก้ว ทำให้ดอกส่วนมากของสันทรายจะถูกส่งไปขายที่กาดหลวงเป็นหลัก
ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้าคนกลางกับชาวสวน
ในระบบการปลูกดอกของชาวสวนตำบลเหมืองแก้วนั้น สิ่งที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับชาวสวนแต่ละคนก็คือพ่อค้าคนกลางดังจะเห็นได้จากการที่ชาวสวนส่วนมากจะต้องมีพ่อค้าคนกลางเจ้าประจำสำหรับเข้ามารับซื้อดอกไม้เพื่อนำไปขายให้ลูกค้าในตลาด ซึ่งนอกจากบทบาทของการเป็นคนกลางช่วยกระจายผลผลิตจากสวนไปสู่ผู้บริโภคแล้ว พ่อค้าคนกลางดอกไม้ในตำบลเหมืองแก้วยังมีบทบาทที่ถือเป็น “ปัจจัยการผลิตหลัก” ที่ขาดไม่ได้ของผู้ปลูกดอกในตำบลเหมืองแก้วเลยก็ว่าได้
บทบาทที่สำคัญอย่างแรกเลยคือการเป็นแหล่งเงินกู้ยืมสำหรับการลงทุนเพื่อปลูกดอกให้กับเกษตรกร จากที่ผู้เขียนเคยเล่าไว้ในบทความตอนที่แล้วว่าแม้การปลูกดอกไม้จะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของตำบลเหมืองแก้วมาตั้งแต่ปี 2540 ก็ตาม แต่ชาวสวนผู้ปลูกดอกในตำบลส่วนมากก็ยังเป็นเพียงเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีต้นทุนในการประกอบอาชีพมากนักนอกจากที่ดินเพียงเล็กน้อย (หรือบางรายอาจต้องเช่าที่ดินสำหรับการเพาะปลูกด้วยซ้ำ) และแรงงานของตัวเองเท่านั้น ซึ่งการเป็นเกษตรกรรายย่อยนี้ทำให้พวกเขามีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมในระบบต่าง ๆ จนต้องเข้าหาแหล่งเงินกู้ยืมนอกระบบแทน และหนึ่งในแหล่งเงินกู้ยืมนอกระบบที่สำคัญของพวกเขาก็คือบรรดาพ่อค้าคนกลางผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ นั่นเอง โดยในกรณีผลผลิตดอกไม้นั้น จากการพูดคุยกับพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อดอกไม้ในตำบลเหมืองแก้วหลายคนต่างก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าบรรดา “ลูกสวน” (คำที่ใช้เรียกชาวสวนที่เป็นลูกค้าของพ่อค้าคนกลาง) ของเขาแต่ละคนนั้น ทุกคนต่างก็มีความจำเป็นที่ต้องกู้เงินจากพวกเขากันทุกคนจะต่างกันที่จำนวนที่มากบ้างน้อยบ้างซึ่งมีตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่นบาท โดยการจะให้ลูกสวนแต่ละคนกู้เงินเท่าไหร่นั้นจะขึ้นอยู่กับว่าลูกสวนแต่ละคนมี “เครดิต” ดีแค่ไหน คือจะดูว่ามีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อการใช้หนี้มากน้อยแค่ไหน มีประวัติการชำระเงินที่กู้ยืมไปอย่างไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือหลังจากที่ผลผลิตออกแล้วได้นำผลผลิตกลับมาขายให้เขาทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าลูกสวนแอบนำผลผลิตไปขายให้พ่อค้าคนกลางคนอื่นก็จะส่งผลต่อการพิจารณาการให้ความช่วยเหลือลูกสวนคนนั้นในครั้งถัด ๆ ไปด้วย
นอกจากเรื่องเงินกู้แล้วพ่อค้าคนกลางยังต้องเข้ามาช่วยลูกสวนในเรื่องการวางแผนการผลิตในแต่ละช่วงฤดูให้อีกด้วย เนื่องจากพ่อค้าคนกลางจะเป็นผู้ที่ติดต่อกับลูกค้าในแต่ละที่โดยตรงจึงทำให้ทราบดีว่าในแต่ละช่วงดอกไม้ชนิดไหนจะสามารถขายได้ดี “เราเป็นคนติดต่อลูกค้าที่กรุงเทพ ฯ เราก็จะรู้ว่าช่วงไหนดอกอะไรขายดี แล้วก็ต้องมาดูว่ามันเหมาะกับพื้นที่ที่จะปลูกของลูกสวนเราหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าดอกนี้ขายดีแต่เอามาปลูกแล้วมันขึ้นไม่ดีอย่างนี้ก็ไม่ได้ เรียกว่าเราต้องศึกษามาอย่างละเอียดเลยแล้วค่อยมาแนะนำให้ลูกสวนปลูก ลูกสวนก็แค่ปลูกตามแผนที่เราวางไว้ให้ ดูแลรักษาให้ดอกมีคุณภาพดี พอออกปุ๊บเราก็หาตลาดให้ เอาไปขายให้ เรียกว่าทำให้ครบวงจรเลย”
“อีกอย่างลูกสวนแต่ละคนเขาก็กู้เงินเราไปลงทุนทั้งนั้น เงินที่เขาเอาไปปลูกดอกพูดอีกทีก็เงินของเรานั่นล่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากได้เงินคืนเราก็ต้องวางแผนการปลูกให้ดี หาตลาดหาลูกค้าให้ดี ไม่งั้นถ้าเขาทำแล้วขาดทุนเราก็ไม่ได้เงินคืนไปด้วย เรียกว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าเขาได้เราก็ได้ไปด้วย ถ้าเขาเจ๊งเราก็เจ๊งไปด้วย”
“เพราะฉะนั้นเราถึงกล้าบอกได้เต็มที่เลยว่าสำหรับชาวสวนแล้ว พ่อค้าคนกลางอย่างเราถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีเราเขาก็อยู่ไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องปลูกอะไรไปขายใคร ขายอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดอีกแบบหนึ่งก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขาแบบนี้ใครก็มาแทรกยาก อย่างถ้าหน่วยงานภาครัฐเช่นอำเภอหรือ อบต. จะเข้ามาแทรกเขาก็ทำได้แค่ส่งเสริมเรื่องความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะให้เข้ามาส่งเสริมอย่างเรื่องรวมกลุ่มเพื่อต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง เราบอกได้ตรงนี้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะคนสวนถ้าไม่พึ่งเราเขาก็อยู่ไม่ได้ อำเภอหรือ อบต. เขาเข้ามาทำตรงนี้ไม่ได้หรอก แล้วคนสวนเขาก็รู้ว่าเขาพึ่งภาครัฐมากไปกว่านี้ก็ไม่ได้ เขาต้องพึ่งเรา” นับว่าเป็นการสรุปความสัมพันธ์กับชาวสวนที่ปลูกดอกโดยพ่อค้าคนกลางที่ทำให้เรามองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน
การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ปลูกดอกไม้ในภาพกว้าง
หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจกับการปลูกดอกไม้ในพื้นที่ของตำบลเหมืองแก้วแล้ว ต่อไปจะเป็นการทำความเข้าใจว่าในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมของพื้นที่ปลูกดอกไม้ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ในพื้นที่ไหนบ้าง ซึ่งข้อมูลที่ได้อาจจะไม่ละเอียดเท่าใดนักเพราะเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่ผู้เขียนสามารถไปสอบถามข้อมูลได้ แต่นั่นก็เพียงพอที่ทำให้เราเห็นภาพคร่าว ๆ ของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกดอกไม้ได้มากขึ้น
เมื่อพูดถึงการปลูกดอกไม้แล้ว ตำบลเหมืองแก้วถือเป็นตำบลลำดับที่สองของอำเภอแม่ริมที่มีการปลูกดอกไม้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้ตำบลโป่งแยงถือเป็นตำบลแรกที่ปลูกดอกไม้เป็นพืชเศรษฐกิจอย่างจริงจัง แต่หลังจากช่วงประมาณปี 2540 การปลูกดอกไม้จึงเริ่มขยายลงมาในตำบลพื้นราบอื่น ๆ คือตำบลแม่แรม สันโป่ง เหมืองแก้ว ดอนแก้ว รวมไปถึงพื้นที่อำเภอสันทรายด้วยตามลำดับ แต่เนื่องจากตำบลเหมืองแก้วมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการปลูกดอกไม้มากกว่าเมื่อเทียบกับตำบลอื่น ๆ ที่กล่าวมา จึงทำให้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีการขยายพื้นที่ปลูกดอกไม้ในตำบลเหมืองแก้วมากกว่าตำบลอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ดังเช่นพ่อค้าคนกลางดอกไม้คนหนึ่งในตำบลเหมืองแก้วที่ได้ประมาณให้ผู้เขียนฟังว่าเฉพาะในตำบลเหมืองแก้วนั้นมีผู้ปลูกดอกเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 5 เท่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หรือเราอาจดูได้จากตัวเลขจำนวนพื้นที่ปลูกดอกเบญจมาศในตำบลเหมืองแก้วที่สำรวจโดยอำเภอแม่ริมในปี 2550 ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 325 ไร่ ขณะที่ในอีกสองปีถัดมาคือปี 2552 พบว่ามีเพิ่มการปลูกดอกเพิ่มขึ้นมาเป็น 425 ไร่ ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ที่ว่า “เดี๋ยวนี้เขามีแต่เปลี่ยนไปปลูกดอกกันหมด ไม่มีใครเขาปลูกผักกันแล้ว”
แต่นับว่าตรงข้ามกับกรณีของตำบลโป่งแยงซึ่งถือเป็นพื้นที่บุกเบิกในการปลูกดอกไม้ของอำเภอแม่ริม เพราะว่าในการสำรวจของอำเภอแม่ริมเมื่อปี 2550 นั้นพบว่ายังมีพื้นที่ปลูกดอกอยู่ถึง 553 ไร่ แต่จากการสำรวจในปี 2552 กลับพบว่าเหลือพื้นที่ปลูกดอกไม้ทุกประเภทรวมกันเพียง 40 ไร่เท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ทั้งพ่อค้าคนกลางดอกไม้และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรของอำเภอแม่ริมต่างให้ข้อมูลตรงกันว่าสาเหตุที่พื้นที่ตำบลโป่งแยงมีการปลูกดอกน้อยลงเนื่องจากแนวโน้มของธุรกิจการเกษตรที่นั่นเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพืชอาหารมากกว่า โดยพืชเศรษฐกิจของที่นั่นในขณะนี้คือพริกหวานซึ่งมีบริษัทเอกชนเข้ามาส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ในลักษณะ sub-contract จึงทำให้เกษตรกรที่นั่นเปลี่ยนจากการปลูกดอกไม้มาเป็นการปลูกพริกหวานเป็นพืชเศรษฐกิจแทนจำนวนมาก
ส่วนในตำบลอื่น ๆ นั้นก็มีการปลูกดอกไม้ในพื้นที่ปลูกใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ติดที่สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการปลูกทำให้หลายตำบลไม่สามารถขยายพื้นที่ในการปลูกเพิ่มได้มากนัก โดยตำบลที่มีการปลูกดอกเบญจมาศในปัจจุบันนอกจากโป่งแยงและเหมืองแก้วแล้วได้แก่ ตำบลแม่แรม ตำบลสันโป่ง และตำบลดอนแก้ว
ส่วนอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการปลูกดอกไม้นอกจากอำเภอแม่ริมแล้วได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอพร้าว อำเภอสันทราย และอำเภอเชียงดาว โดยในพื้นที่ทั้งหมดนี้พื้นที่ดอยอินทนนท์ของอำเภอจอมทอง และพื้นที่ตำบลโป่งแยงของอำเภอแม่ริม ถือเป็นพื้นที่ปลูกดอกได้มีคุณภาพดีที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมที่สุด ส่วนตำบลเหมืองแก้วนั้นแม้จะถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเป็นลำดับรองลงมาก็จริงแต่ในสายตาของพ่อค้าดอกไม้แล้วคุณภาพของดอกไม้ที่ปลูกที่นี่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกรด A ที่สามารถส่งขายในตลาดกรุงเทพ ฯ ได้อยู่โดยเป็นรองเพียงแค่ดอกไม้จากพื้นที่ดอยอินทนนท์และโป่งแยงเท่านั้น ในขณะที่ดอกไม้ที่ปลูกในพื้นที่อื่น ๆ ที่เหลือในจังหวัดเชียงใหม่เกือบทั้งหมดจะถูกคัดให้เป็นเกรด B และถูกส่งมาขายต่อในตลาดเชียงใหม่
และนอกจากจังหวัดเชียงใหม่แล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ยังมีพื้นที่ปลูกดอกในจังหวัดอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกหลายพื้นที่ โดยพื้นที่สำคัญที่ถือว่าเป็นพื้นที่ปลูกดอกที่มีคุณภาพเกรด A ได้แก่ พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย และนอกจากนี้ในช่วงหลังยังเริ่มมีการนำเข้าดอกไม้จากประเทศมาเลเซียอีกด้วย ซึ่งในสายตาของพ่อค้าคนกลางดอกไม้แล้วพื้นที่เหล่านี้นับเป็นพื้นที่ปลูกดอกที่ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับพื้นที่ปลูกเดิมในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งสิ้น
การขยายตัวของตลาดดอกไม้และกลุ่มลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่
จากการขยายตัวของพื้นที่ปลูกดอกไม้ในช่วงสิบปีที่ผ่านนั้นทำให้เราพบว่าตลาดดอกไม้ในจังหวัดเชียงใหม่เองก็ขยายตัวไปมากกว่าเดิมเช่นกัน โดยหากนับในส่วนพ่อค้าคนกลางดอกไม้แล้วจากการสอบถามในตำบลเหมืองแก้วพบว่าพ่อค้าคนกลางดอกไม้เมื่อประมาณสิบปีที่แล้วเพียงประมาณ 10 กว่ารายเท่านั้น แต่ในปัจจุบันกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงประมาณมากกว่า 40 ราย ในขณะที่หากดูในตลาดดอกไม้เองจะพบว่าในกลุ่มแม่ค้าขายดอกไม้ก็มีการขยายตัวมากขึ้นเช่นกันโดยจากการพูดคุยกับแม่ค้าขายดอกไม้ที่กาดหลวงซึ่งได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเมื่อประมาณสิบปีที่แล้วในกาดหลวงมีแม่ค้าดอกไม้อยู่ทั้งหมดประมาณ 50 ราย แต่ในปัจจุบันกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยมีถึงประมาณ 200 กว่าราย จึงเห็นได้ว่าไม่ว่าจะดูจากจำนวนพ่อค้าคนกลางหรือแม่ค้าในตลาดก็จะเห็นว่ามีการขยายตัวของกลุ่มคนที่อยู่ในห่วงโซ่ของการขายดอกไม้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 – 5 เท่าเลยทีเดียวหากเทียบกับเมื่อสิบปีที่แล้ว
ส่วนการขยายตัวของกลุ่มลูกค้านั้น จากการสอบถามแม่ค้าขายดอกไม้ที่กาดหลวงพบว่าแม่ค้าเหล่านี้ต่างก็ไม่ได้รู้สึกว่าดอกไม้ในร้านของตัวเองขายได้มากขึ้นหรือน้อยลงจากเมื่อสิบปีก่อนเท่าใดนัก แต่หากเราลองคำนวณจากคำบอกเล่าของแม่ค้าที่ว่าเมื่อสิบปีที่แล้วมีแม่ค้าในตลาดเพียง 50 ราย ในขณะที่ปัจจุบันมีแม่ค้าในตลาดถึง 200 ราย ถ้าหากแม่ค้าแต่ละคนขายได้ในปริมาณเท่าเดิมนั่นย่อมแปลว่าลูกค้าที่มาซื้อดอกไม้ในกาดหลวงต้องมีปริมาณเพิ่มขึ้น 4 – 5 เท่าเช่นเดียวกัน โดยในกรณีนี้แม่ค้าคนหนึ่งได้อธิบายให้เราฟังถึงการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าดังนี้ “ถ้าลองสังเกตง่าย ๆ ยกตัวอย่างนักเรียนชั้นอนุบาลหรือประถมเดี๋ยวนี้เวลาเรียนจบจากโรงเรียนก็ต้องมีพิธีมอบใบประกาศจัดงานใหญ่โต สมัยก่อนเมื่อสิบหรือยี่สิบปีที่แล้วไม่ใช่มีแบบนี้ หรือไม่ก็ต้องมีกิจกรรมงานโรงเรียนมาเรื่อย ๆ เวลาจัดงานทีเขาก็ต้องใช้ดอกไม้มาตกแต่งสถานที่ อย่างนี้เราก็เห็นแล้วว่าความต้องการใช้ดอกไม้มันเพิ่มขึ้นจากสมัยก่อนเยอะ”
“สมัยก่อนส่วนมากเขาจะใช้ดอกไม้ตกแต่งสถานที่ในวัดแล้วก็งานบุญหรืองานแต่งงานเป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้เขาจัดงานเพิ่มขึ้นทั้งโรงเรียน หน่วยงานราชการ หรือแม้แต่จัดงานตามบ้านก็เยอะขึ้น ดอกไม้ก็เลยเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นไปด้วย”
เมื่อเราเข้าใจถึงความเป็นมาเป็นไปของการขยายตัวของตลาดดอกไม้ได้แล้ว ในครั้งต่อไปจะเป็นการทำความเข้าใจต่อวิกฤตราคาดอกไม้ที่เกิดขึ้นว่าคนแต่ละกลุ่มที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ของตลาดดอกไม้นี้คิดอย่างไรกับสถานการณ์ราคาดอกไม้ที่ตกต่ำและเราจะสามารถหาทางออกจากวงเวียนของวิกฤตปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมานี้ได้อย่างไร



อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกัยการรับซื้อดอกไม้ที่ตลาดกาดหลวง
เรียน คุณอลงกรณ์
วันนี้อยากให้มีคนปลูกดอกไม้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รับปากว่าจะหาตลาดที่ภูเก็ตและสิงคโปร์ให้ ผ่านการค้าแบบยุติธรรม Direct Trade
นับถือ
วิมลลักษณ์ บลูม-บุญวิเศษ