Flower price collapse hits local farmers’ chief cash crop
หมู่บ้านดอนตันและตำบลเหมืองแก้วที่ Fair Earth Farm ตั้งอยู่นี้ถือเป็นตำบลที่มีภูมิประเทศเหมาะสมกับการทำการเกษตรมากเนื่องจากเป็นพื้นที่ราบลุ่มทั้งตำบลและมีแม่น้ำปิงไหลผ่านรวมถึงมีลำเหมืองที่ขนานกับลำน้ำปิงถึง 3 สาย โดยพืชเศรษฐกิจที่ถือว่ามีความสำคัญที่สุดของตำบลเหมืองแก้วก็คือการปลูกไม้ดอก ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรในตำบลเหมืองแก้วได้เริ่มมีการปลูกไม้ดอกมาตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2540 และขยายตัวมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน โดยจากข้อมูลการสำรวจของอำเภอแม่ริมในปี 2552 พบว่าไม้ดอกที่มีการปลูกมากที่สุดในพื้นที่ได้แก่ดอกเบญจมาศซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 425 ไร่ จากจำนวนพื้นที่ปลูกดอกในตำบลทั้งหมดประมาณ 500 ไร่ สำหรับมุมมองของเกษตรกรแล้วการปลูกดอกในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นทางเลือกที่ให้ผลคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจอย่างมาก ดังที่เกษตรกรในพื้นที่คนหนึ่งเคยบอกกับผู้เขียนว่าการปลูกดอกโดยเฉพาะดอกเบญจมาศนั้นให้รายได้ดีกว่าการปลูกกะหล่ำซึ่งเคยเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวเหมืองแก้วมาก่อนถึง 3 เท่า อย่างไรก็ตามเราพบว่าเมื่อเกษตรกรพูดถึงความคุ้มค่านั้นส่วนมากพวกเขาจะไม่ได้หมายความรวมไปต้นทุนในเรื่องแรงงานและสุขภาพของตัวเองลงไปด้วย ดังนั้นในการปลูกดอกที่ผ่านมาของชาวบ้านนั้นจึงมีคนจากภายนอกหลายคนที่มองว่าอาจไม่ใช่การลงทุนที่ยั่งยืนเนื่องจากเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนต่าง ๆ ของชาวบ้านมากมายทั้งในเรื่องผลเสียต่อสุขภาพรวมไปถึงผลเสียที่เกิดต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่มาจากการพ่นยาในสวนดอกก็ได้
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงต้นปี 2553 มานี้เราพบว่าสถานการณ์ของการปลูกดอกเบญจมาศนั้นเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็น “โอกาส” กลับกลายมาเป็น “วิกฤต” ทางเศรษฐกิจสำหรับชาวบ้านในเหมืองแก้วแทน เนื่องจากราคาดอกไม้โดยเฉพาะดอกเบญจมาศที่ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคือจากราคาดอกเบญจมาศเฉลี่ยดอกละ 3 บาท กลับราคาตกเหลือเพียงดอกละ 1 บาทเท่านั้น (ดอกที่คุณภาพดีที่สุดได้ราคาเพียงดอกละ 1.5 บาท) และในบางช่วงหากพ่อค้าคนกลางสอบถามราคาจากลูกค้าในกรุงเทพ ฯ ที่รับซื้อแล้วพบว่าราคาไม่ดีจริง ๆ ก็อาจจะเกิดการ “ทิ้ง” ลูกค้าที่เป็นชาวสวน ซึ่งก็คือการเบี้ยวการเข้ามารับซื้อดอกและปล่อยให้ชาวสวนต้องเผชิญชะตากรรมอยู่ฝ่ายเดียว เพื่อที่พ่อค้าคนกลางจะได้ไม่ต้องการประสบภาวะขาดทุนจากการซื้อ-ขายดอก ทำให้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ดูเหมือนจะถูกโยนมาที่ชาวสวนที่ปลูกดอกเพียงฝ่ายเดียว
แต่ก็ไม่ใช่ว่าชาวสวนทุกคนที่จะถูกพ่อค้าคนกลาง “ทิ้ง” จากการสอบถามชาวสวนที่ปลูกดอกพบว่าชาวสวนที่ถูกพ่อค้าคนกลางทิ้งนั้น ส่วนมากจะเป็นชาวสวนที่มีความสัมพันธ์กับพ่อค้าคนกลางที่ไม่ดีมาก่อน เช่นกรณีของชาวสวนที่เคยเบี้ยวการขายดอกให้พ่อค้าคนกลางที่เป็นเจ้าประจำของตนแล้วไปขายให้พ่อค้าคนกลางคนอื่นที่ให้ราคาดีกว่า หรือชาวสวนที่ไม่มีพ่อค้าคนกลางในการรับซื้อดอกเป็นประจำ ซึ่งจากการสอบถามชาวสวนที่ปลูกดอกในหมู่บ้านพบว่าชาวสวนในกรณีเหล่านี้มักจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะถูกพ่อค้าคนกลางทิ้งหากราคาดอกไม่ดี ซึ่งชาวสวนเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากการตัดดอกทิ้งทั้งต้นเพื่อไม่ให้ดอกเน่าคาสวน หรือหากโชคดีหน่อยก็จะได้รับการช่วยเหลือโดยคนในหมู่บ้านหรือชุมชนใกล้เคียง เช่นกรณีที่ในชุมชนมีงานตามบ้านหรืองานทางศาสนาที่วัด คนในชุมชนก็จะมาช่วยเหมาซื้อดอกไม้ในสวนของชาวสวนที่ถูกพ่อค้าคนกลางทิ้งในราคาดอกละ 1 บาท แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าชาวสวนทุกคนที่จะโชคดีเช่นนี้
ส่วนในกรณีของชาวสวนที่พ่อค้าคนกลางเข้ามาช่วยซื้อดอกนั้น ผู้เขียนพบว่าหากเป็นช่วงที่ดอกเบญจมาศขายไม่ได้ราคาจริง ๆ แม้พ่อค้าคนกลางจะเข้ามาช่วยซื้อดอกกับชาวสวน (ในราคาดอกละ 1 บาท) แต่ดอกเบญจมาศเหล่านั้นก็จะไม่ได้ถูกนำไปขายที่ไหนแต่จะถูกทิ้งไว้ตามข้างถนนในตำบลเหมืองแก้วนั่นเอง ซึ่งการซื้อดอกเบญจมาศมาเพื่อทิ้งนั้นก็อยู่ในการรับรู้ของชาวสวนผู้ปลูกดอกเช่นกัน แต่ชาวสวนเหล่านี้ต่างก็เข้าใจเหตุผลของพ่อค้าคนกลางที่ต้องซื้อดอกมาเพื่อทิ้งเป็นอย่างดีโดยชาวสวนเหล่านี้ให้เหตุผลว่า “ก็ถ้าเขาเอาไปขายแล้วมันไม่ได้ราคาเขาก็ต้องทิ้ง เพราะถ้าขืนยังส่งไปขายมันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างพวกค่าขนส่ง แล้วถ้าราคาดอกไม่ดีก็ยิ่งขาดทุนไปกันใหญ่ เขาก็ต้องเอาดอกไปทิ้งจะได้ไม่เข้าเนื้อเขามาก แต่ที่เขาซื้อดอกกับเราเพราะว่าเราเป็นลูกค้าประจำของเขา เขาซื้อเพราะเขาต้องการช่วยเรา แต่ถ้าขายแล้วไม่ได้กำไรเขาก็ต้องทิ้ง ซึ่งตรงนี้เราก็เข้าใจเขา”
จากวิกฤตราคาดอกเบญจมาศในครั้งนี้เราจะเห็นว่าแม้ผู้ที่อยู่ในวงจรของการซื้อขายดอกไม้เช่นชาวสวนผู้ปลูกดอกหรือพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อดอกต่างก็ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างถ้วนหน้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้มากที่สุดก็คือชาวสวนผู้ปลูกดอก ด้วยเหตุผลสำคัญก็คือเราพบว่าชาวสวนส่วนมากนั้นไม่ได้มีต้นทุนมากพอที่จะรองรับการเกิดวิกฤตได้หลาย ๆ ครั้ง เราจะเห็นว่าหากเป็นพ่อค้าคนกลางแล้วส่วนมากพวกเขาจะมีทุนพอสมควรในการทำธุรกิจและหากเกิดวิกฤตที่ทำให้เขาขาดทุนในการค้าขึ้นมา พวกเขาก็จะสามารถใช้ทุนสำรองที่พวกเขามีแก้ตัวในการทำธุรกิจในปีต่อ ๆ ไปได้ แต่ชาวสวนผู้ปลูกดอกไม่ใช่เช่นนั้น ส่วนมากที่เราเห็นคือพวกเขาอยู่ในฐานะชาวนา-ชาวสวนรายย่อยที่ไม่ได้มีต้นทุนในชีวิตมากนักนอกจากที่ดินและแรงงานที่มาจากกำลังของตัวเขาเอง หากต้องพบกับวิกฤตทางเศรษฐกิจหรือวิกฤตอื่น ๆ หลาย ๆ ครั้งพวกเขาอาจต้องขายที่ดินทำกินซึ่งจะทำให้พวกเขาอยู่ในสถานะที่ไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้นไปอีก (ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเราก็พบชาวนา-ชาวสวนในตำบลเหมืองแก้วที่ต้องขายที่ดินของตนเองเนื่องจากประสบวิกฤตต่าง ๆ มาหลายรายแล้ว) ดังนั้นในฐานะที่ Fair Earth Farm ทำงานอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านดอนตันและตำบลเหมืองแก้วจึงมีความต้องการที่จะเสนอทางเลือกในการทำการเกษตรที่ยั่งยืนให้กับคนในชุมชน แต่ก่อนที่จะนำเสนอทางออกที่เหมาะสมให้กับเขาได้ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ให้ได้ก่อนว่าวิกฤตในครั้งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งในครั้งหน้าจะเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับการปลูกดอกไม้โดยเฉพาะดอกเบญจมาศในตำบลเหมืองแก้วว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไรและนำมาสู่วิกฤตของราคาดอกตกต่ำได้อย่างไร


