ลุงดี อายุ 73 ปี เป็นคนบ้านดอนตันและทำอาชีพเกษตรกรรมมาตั้งแต่เกิด ลุงดีเป็นหนึ่งในเกษตรกรหลาย ๆ คนที่หันมาปลูกดอกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และคิดว่าการปลูกดอกนั้นให้ผลดีขึ้นกับชีวิตของลุงดีหลาย ๆ อย่าง
ลุงดีมีที่ดินทั้งหมด 8 ไร่ ปัจจุบันปลูกทั้งข้าวและดอก โดยใช้ปลูกข้าว 5 ไร่ ปลูกดอก 3 ไร่ ดอกที่ปลูกมีดอกพีค๊อกและดอกเบญจมาศ ในเรื่องการปลูกข้าวนั้นลุงดีเล่าว่าในสมัยก่อนจะปลูกข้าวพันธุ์แก้วแดง ผาลาย โดยในสมัยนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาเลยเนื่องจากดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก เมล็ดข้าวที่ได้ก็จะใหญ่ โดยเฉพาะข้าวผาลายนั้นเวลาที่ตีข้าวด้วยมือแล้วข้าวที่ได้จะเหนียว น่ากิน แต่ข้อเสียของข้าวพื้นเมืองเหล่านี้คือผลผลิตที่ได้จะไม่มากเท่าใดนัก
จนกระทั่งเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วจึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้ข้าวพันธุ์ กข ซึ่งให้ผลผลิตที่มากกว่าข้าวพันธุ์พื้นเมืองเกือบเท่าตัว แต่ก็ทำให้ต้องใช้ปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงในการปลูกด้วย เนื่องจากถ้าเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองสมัยก่อน ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่มีต้นสูงอยู่แล้วจะไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย เพราะจะทำให้ต้นข้าวสูงเกินไป แต่ถ้าเป็นข้าวพันธุ์ กข ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่มีลำต้นไม่สูงนัก จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อให้ข้าวมีลำต้นสูงหนีน้ำได้ แต่ถ้าหากปลูกข้าว กข ในพื้นสูงอย่างบริเวณกลางหมู่บ้านก็ไม่ต้องใส่ปุ๋ยก็ได้เพราะน้ำท่วมไม่ถึงอยู่แล้ว ดังนั้นลุงดีจึงสรุปให้ฟังว่าการใส่ปุ๋ยในนาข้าวหรือไม่นั้น จึงต้องดูด้วยว่านาที่ปลูกนั้นปลูกข้าวพันธุ์อะไร และปลูกที่ไหน เวลาไหน แล้วจึงค่อนมาคำนวณว่าจะใส่หรือไม่ใส่ ในปริมาณเท่าไหร่ เพื่อให้ลำต้นของข้าวสูงพอดีกับพื้นที่ที่ปลูก
นอกจากการปลูกข้าวแล้ว ลุงดียังปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อเป็นการเสริมรายได้ด้วย โดยก่อนหน้าที่จะปลูกดอกนั้น ลุงดีได้ทดลองปลูกพืชมาแล้วหลายอย่าง ทั้งคะน้า บล็อกเคอรี่ และชนิดสุดท้ายก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการปลูกดอกก็คือกะหล่ำ ซึ่งในการปลูกกะหล่ำนั้นลุงดีเล่าว่าปลูกมาตั้งแต่อายุได้ 30 กว่า ๆ โดยมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงในหมู่บ้าน เมล็ดพันธุ์ของกะหล่ำที่ปลูกก็ซื้อจากพ่อค้าที่มารับซื้อผลผลิตด้วยเลย นอกจากนี้ลุงดียังเล่าว่าการปลูกกะหล่ำนั้นจะต้องใช้ปุ๋ยและยามากกว่าการปลูกข้าวเยอะ ไม่ใช้ไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้นจะถูกหนอนเจาะหมด
ประมาณ 5 ปีที่แล้วลุงดีได้หันมาปลูกดอกเนื่องจากเห็นคนที่บ้านต้นผึ้งปลูกกันแล้วได้เงินเยอะจึงอยากปลูกบ้าง ลุงดีจึงเริ่มจากการไปดูคนที่บ้านต้นผึ้งปลูกแล้วจึงนำมาทดลองปลูกเอง โดยเริ่มจากการไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกจากพ่อค้า แล้วทดลองปลูกในที่ของตัวเองโดยในครั้งแรกปลูกในที่ประมาณ 10 แปลง ซึ่งหลังจากที่ลุงดีได้ทดลองปลูกในช่วงแรกแล้วเห็นว่ามันปลูกง่ายดี โดยขั้นตอนในการปลูกก็แค่เตรียมแปลงสำหรับปลูก พ่นยาฆ่าหญ้าคลุมแปลงหนึ่งรอบ จากนั้นจึงลงกล้าปลูก ใส่ปุ๋ยเมื่อครบ 7 วัน และใส่ต่ออีกทุก ๆ 7 วันจนกล้าขึ้น (ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน) พอกล้าขึ้นก็ใช้ไฟเร่งให้ต้นโตเร็ว เมื่อใช้ไฟครบ 1 เดือนก็หยุดพักเพื่อให้ดอกโตเต็มที่อีก 1 เดือน จากนั้นก็ตัดไปขายได้ รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 3 เดือน และสามารถปลูกได้ถึงปีละ 3 ครั้ง
ลุงดีเล่าต่ออีกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการปลูกดอกก็คือการพ่นยาซึ่งหลังจากที่ลงกล้าแล้วก็ต้องเริ่มพ่นยาเลย โดยยาที่พ่นนั้นเป็นยาสำหรับ “ป้องกัน” ศัตรูพืชต่าง ๆ ทั้งโรคและแมลง (ลุงดีบอกว่าต่างจากยาที่ใช้ในการพ่นกะหล่ำซึ่งเป็นยาสำหรับ “ฆ่า” แมลงและหนอนซึ่งจะมีฤทธิ์แรงกว่ามาก) โดยการพ่นจะต้องพ่นทุก ๆ 7 วันเพื่อกันศัตรูพืชเหล่านี้เอาไว้ก่อน เพราะหากไม่พ่นแล้วปล่อยให้โรคหรือแมลงมาลง เมื่อถึงตอนนั้นก็จะป้องกันอะไรไม่ได้แล้วและจะทำให้ผลผลิตเสียหายทั้งหมด
ในการพ่นยานั้นจะใช้เครื่องพ่นยาซึ่งลุงดีลงทุนซื้อมาตอนที่เริ่มปลูกดอก ราคาเครื่องละ 6,000 บาท แต่ต้นทุนทั้งหมดจริง ๆ นั้นลุงดีบอกว่าไม่สามารถคำนวณออกมาได้เพราะอย่างเวลาซื้อปุ๋ยครั้งหนึ่งก็ซื้อเป็นกระสอบใหญ่ ๆ บางครั้งก็ใช้ได้เป็นปี พอหมดก็ไปซื้อใหม่ จึงไม่รู้ว่าในการปลูกดอกแต่ละรอบนั้นได้ใช้ต้นทุนแต่ละอย่างในราคาเท่าไหร่บ้าง อย่างไรก็ตามลุงดีบอกว่าการปลูกดอกนั้นขาดทุนยากเพราะแม้ต้นทุนจะสูงแต่ก็ขายได้ราคาดี ประกอบกับในหนึ่งปีสามารถปลูกได้ 3 รอบ ดังนั้นแม้จะมีหนึ่งรอบที่ขาดทุน แต่โอกาสที่จะขาดทุนสองรอบติดกันนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นถ้ารอบนี้ขาดทุนก็สามารถเอาทุนคืนในการปลูกรอบถัดไปได้
ส่วนความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพนั้น ลุงดีคิดว่าแม้การปลูกดอกจะต้องพ่นยาหลายครั้ง แต่ก็ยังรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าการปลูกกะหล่ำ โดยลุงดีให้เหตุผลในข้อนี้ว่าเนื่องจากการปลูกกะหล่ำนั้นจะต้องใช้ยาที่แรงกว่าการปลูกดอก เพราะศัตรูของกะหล่ำคือหนอนซึ่งมีขนาดตัวใหญ่กว่าแมลงมากและส่วนมากยังชอบซ่อนตัวอยู่ในดินหรือในกะหล่ำ จึงทำให้การพ่นยาเพื่อฆ่าหนอนนั้นจะต้องใช้ยาที่แรงจริง ๆ จึงจะสามารถฆ่าหนอนเหล่านี้ให้ตายได้ และต้องพ่นทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะในตอนกลางคืนซึ่งเป็นเวลาที่หนอนชอบออกมาตามผิวดิน ในขณะที่ยาที่ใช้พ่นในปลูกดอกนั้นจะใช้เพื่อป้องกันโรคและแมลงเท่านั้น ไม่ได้ใช้ฆ่าเหมือนกับที่ฆ่าหนอนในกะหล่ำ ประกอบกับจะพ่นยาเฉพาะช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้นทั้งปริมาณและความเข้มข้นของการพ่นยาในการปลูกกะหล่ำจึงมากกว่าการพ่นยาในการปลูกดอกมาก ซึ่งลุงดีได้สรุปให้เราฟังเกี่ยวกับการปลูกดอกว่า “ปลูกดอกแล้วสบายใจกว่า ปลอดภัยกว่า ได้กำไรมากกว่า ก็เลยคิดว่าจะปลูกไปเรื่อย ๆ” ปัจจุบันลูกของลุงดีซึ่งเดิมทำอาชีพช่างเหล็กก็หันมาหารายได้เสริมด้วยการปลูกดอกเหมือนลุงดีด้วยเช่นกัน
การปลูกแบบ Jeff นั้น ลุงดีบอกว่าถ้าให้ลุงดีปลูกก็ปลูกได้ แต่ปัญหาคือปลูกแล้วขายไม่ได้ หรือถ้าขายได้ก็ได้ราคาไม่มากเท่าไหร่ “Jeff เขามีเงินแล้วอยากปลูกแบบไหนก็ปลูกได้ แต่ลุงดีต้องหาเช้ากินค่ำ ยังไงก็ต้องปลูกที่ได้เงินไว้ก่อน”

