Dr. Somsri and the health of Dorn Tarn villagers
พี่สมศรี อายุ 46 ปี ทำงานเป็นหัวหน้าสถานีอนามัยบ้านดอนตันซึ่งเป็นสถานีอนามัยที่รับผิดชอบในเขตหมู่บ้านดอนตันและอีก 5 หมู่บ้านในตำบลเหมืองแก้ว พี่สมศรีเป็นคนหนึ่งที่ห่วงใยต่อปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรโดยเฉพาะในแปลงสวนดอกซึ่งกำลังมีการปลูกมากขึ้นในชุมชนบ้านดอนตันและหมู่บ้านอื่น ๆ ในตำบลเหมืองแก้ว
Dr. Somsri, 46, is the head of the local health station in Dorn Tarn village. She is very concerned about the health impacts of agricultural chemicals, especially in the rapid expansion of flower growing in area villages.
ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่บ้านดอนตันนั้น พี่สมศรีเคยทำงานอยู่ที่อำเภอฝางและอำเภอไชยปราการมาก่อน อาจกล่าวได้ว่าความสนใจในเรื่องสารเคมีและสุขภาพของพี่สมศรีนั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงนั้น จากการที่ทั้ง 2 อำเภอนี้เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกสวมส้มเยอะ โดยพี่สมศรีพบว่าคนไข้ที่มารับการรักษาที่สถานีอนามัยในช่วงนั้นจะมาด้วยอาการเป็นไข้หรือเวียนหัว ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงจากการได้รับสารเคมีเข้าไปในร่างกาย โดยคนไข้ที่มีอาการดังกล่าวมีจำนวนค่อนข้างมาก จึงทำให้พี่สมศรีเริ่มสนใจที่จะหาทางแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ประกอบกับในช่วงนั้นพี่สมศรีได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมเรื่องการใช้สมุนไพรในการขับพิษ จึงได้นำมาทดลองใช้เพื่อแก้ปัญหาด้วยการใช้การอบสมุนไพรเพื่อช่วยขับพิษโดยมีการสร้างโรงอบสมุนไพรไว้ที่สถานีอนามัยเพื่อให้ชาวบ้านมาใช้บริการ แต่หลังจากที่ทำได้ระยะหนึ่งพี่สมศรีพบว่าแม้การอบสมุนไพรจะช่วยในเรื่องของการขับสารพิษออกจากร่างกายได้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ส่วนการแก้ปัญหาที่แท้จริงน่าจะเป็นการให้ความรู้หรือคำแนะนำในเรื่องสุขภาพเพื่อให้ชาวบ้านป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงมากกว่าที่จะรอให้เกิดปัญหาสุขภาพก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง อีกประการหนึ่งคือการอบสมุนไพรนั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก ทั้งในเรื่องการเตรียมสถานที่ การเตรียมสมุนไพรซึ่งต้องใช้หลายชนิด หรือการดูแลเรื่องความร้อนของห้องอบให้มีความพอดี ซึ่งพี่สมศรียอมรับว่าช่วงที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านมาอบสมุนไพรนั้นเหนื่อยมาก ดังนั้นในช่วงหลังจึงเลิกทำไป และพอย้ายมาอยู่ที่สถานีอนามัยในเขตพื้นราบคือสถานีอนามัยบ้านแม่สาและสถานีอนามัยบ้านดอนตันแล้ว ก็ไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรอีกเลย
พี่สมศรีเริ่มหันกลับมาสนใจเรื่องสมุนไพรอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ทราบข่าวว่าเพื่อนคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเพื่อนคนนั้นพี่สมศรีจึงเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรอีกครั้งหนึ่งและจากการหาข้อมูลครั้งนั้นทำให้ทราบว่าสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวชาวบ้าน เช่น รางจืดและมะรุมนั้นสามารถนำมาใช้ในการขับพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ รวมถึงขั้นตอนในการใช้ก็ไม่ยุ่งยากโดยสามารถนำมาใช้ต้มเพื่อดื่มหรือทำเป็นอาหารกินเพื่อขับพิษในร่างกายออกมาได้เลยซึ่งนับว่าง่ายกว่าการอบสมุนไพรมาก จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้พี่สมศรีคิดจะทำโครงการเพื่อที่จะให้ชาวบ้านหันมาสนใจต่อปัญหาสารเคมีและสุขภาพ เนื่องจากพี่สมศรีมองว่าชุมชนบ้านดอนตันรวมถึงหมู่บ้านอื่น ๆ ในตำบลเหมืองแก้วที่พี่สมศรีทำงานอยู่นั้นเป็นชุมชนที่มีความเสี่ยงอย่างมากต่อเรื่องสารเคมีที่คนในชุมชนใช้ในการเกษตรด้วยเช่นกัน
พี่สมศรีเล่าว่าหลังจากที่มาอยู่ที่สถานีอนามัยบ้านดอนตันแล้ว มีช่วงหนึ่งที่มีการตรวจหาสารเคมีในเลือดโดยมีโครงการหลวงเข้ามาสนับสนุน สิ่งที่น่าตกใจจากการตรวจก็คือแม้ผู้ที่มาตรวจเลือดทั้งหมดนั้นจะไม่มีคนที่ทำอาชีพเกษตรกรเลยก็ตาม แต่กลับตรวจพบคนที่มีสารเคมีในเลือดในระดับที่เป็นอันตรายอยู่จำนวนมาก ซึ่งพี่สมศรีคิดว่าน่าจะเป็นเพราะชาวบ้านที่นี่มีการทำเกษตรโดยเฉพาะการปลูกดอกจำนวนมากทำให้มีการพ่นยาสำหรับกำจัดศัตรูพืชมากตามไปด้วย ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท และพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัยกับพื้นที่ทำการเกษตรก็อยู่ติด ๆ กัน ทำให้เมื่อมีการพ่นยาแต่ละครั้ง ยาจะกระจายคลุ้งไปทั่วบริเวณในชุมชนรอบ ๆ ที่พ่นยา ซึ่งตรงจุดนี้น่าจะเป็นสาเหตุให้คนในชุมชนอื่น ๆ ทั้งคนที่เป็นเกษตรกรและไม่ใช่เกษตรกรต่างก็รับสารพิษที่เกิดจากการพ่นยาฆ่าแมลงในการเกษตรไปด้วย
และนอกจากนี้แล้วพี่สมศรียังพบว่าคนที่นี่มีปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ อีกค่อนข้างมาก โดยโรคที่พบบ่อยได้แก่โรคความดันโลหิตสูงและโรคที่เกี่ยวกับทางระบบเดินหายใจ หรือที่ร้ายแรงมาก ๆ ที่พบได้แก่โรคมะเร็งเต้านม ซึ่งพบว่ามี อสม.ในหมู่บ้านข้างเคียงที่เป็นโรคนี้ด้วย และพี่สมศรียังบอกอีกว่าหากดูจากสถิติแล้วจะพบว่าคนที่บ้านดอนตันและตำบลเหมืองแก้วนี้มีสัดส่วนของการเข้ารับบริการทั้งในอนามัยและโรงพยาบาลประจำอำเภอสูงที่สุดในอำเภอแม่ริม แสดงว่าสัดส่วนของคนเป็นโรคเรื้อรังที่นี่มีสูงมาก ซึ่งพี่สมศรีคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตที่มีความเสี่ยงสูง คือนอกจากจะมีความเสี่ยงอยู่แล้วจากการพ่นยาฆ่าแมลง พี่สมศรียังพบว่าชาวบ้านหลายคนเวลาพ่นยาเสร็จ พอเลิกงานก็ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ แต่กลับไปตั้งวงกันดื่มเหล้าเลย จึงเป็นการกระตุ้นให้สารเคมีซึมซับเข้าไปในร่างกายมากขึ้นและส่งผลเสียต่อสุขภาพในภายหลัง หรือชาวบ้านบางคนที่เวลาพ่นยาก็ใส่เครื่องป้องกันไม่ครบ เช่น ไม่ใส่ถุงมือเวลาพ่นยา จึงทำให้โอกาสที่จะได้รับสารเคมีจากการพ่นยามีมากขึ้นไปอีก
พี่สมศรีได้มีโอกาสจับงานเรื่องสารเคมีในพื้นที่ตำบลเหมืองแก้วอย่างจริงจังครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมาจากการที่มีชาวบ้านที่บ้านต้นผึ้งร้องเรียนมาทาง อบต. ว่ามีสวนดอกในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีการพ่นยาแล้วมีกลิ่นกระจายมารบกวนชาวบ้าน พี่สมศรีในฐานะที่เป็นหน่วยงานสาธารณสุขประจำตำบลจึงต้องหาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องร้องเรียนนี้ ซึ่งจากการหาข้อมูลพี่สมศรีจึงพบว่าชาวบ้านที่นี่มีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายหลายชนิด และมีหลายชนิดที่กฎหมายสั่งห้ามผลิตและจำหน่ายไปแล้วแต่ชาวบ้านก็ยังเอามาใช้กันอยู่ เช่น ยาฆ่าแมลงยี่ห้อ DDT รวมถึงระดับความรู้ของชาวบ้านในเรื่องอันตรายและการป้องกันตัวจากสารเคมีก็ยังมีน้อย จึงทำให้พี่สมศรีเริ่มคิดที่จะทำโครงการเพื่อให้ความรู้เรื่องสารเคมีและการดูแลสุขภาพโดยใช้สมุนไพรขึ้นมาอย่างจริงจังมากขึ้น
อย่างไรก็ดี พี่สมศรีเล่าว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการทำงานหรือโครงการเพื่อส่งเสริมสุขภาพให้กับชาวบ้านก็คือหน่วยงานหลักในพื้นที่คือองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต. นั้น ไม่สนใจต่อปัญหาสุขภาพของชาวบ้านเท่าที่ควรแต่จะสนใจในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า แต่หากเป็นผู้นำชุมชนเช่น ผู้ใหญ่บ้าน จะให้ความร่วมมือในการส่งเสริมสุขภาพเป็นอย่างดี เพียงแต่การจัดสรรงบประมาณในการทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในชุมชนนั้นจะมาจาก อบต. เป็นหลัก ดังนั้นที่ผ่านมาจึงยังไม่มีโครงการในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพออกมามากนัก อย่างไรก็ดีพี่สมศรีคิดว่าในอนาคตน่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ได้ เนื่องจากในช่วงนี้ อบต. กำลังถูกชาวบ้านร้องเรียนและถูกตรวจสอบจากทางอำเภออยู่ ซึ่งพี่สมศรีคิดว่าหากผ่านพ้นจากช่วงการตรวจสอบนี้ไปได้ ทาง อบต. น่าจะมีการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการทำงานและหันมาสนใจปัญหาต่าง ๆ ของชาวบ้านมากขึ้น
ส่วนโครงการที่พี่สมศรีวางแผนว่าจะทำในอนาคตนั้น พี่สมศรีคิดว่าจะทำโครงการให้ชาวบ้านหันมาสนใจต่อปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสารเคมีทางการเกษตร เนื่องจากพี่สมศรีคิดว่าการจะให้ชาวบ้านเลิกใช้สารเคมีไปเลยนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงถึงอาชีพและรายได้ของเขา โดยพี่สมศรียกตัวอย่างว่ามีชาวบ้านบางคนที่เป็น อสม.ประจำหมู่บ้านซึ่งน่าจะมีความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพอยู่แล้ว แต่ก็พบว่าชาวบ้านคนดังกล่าวก็ปลูกดอกและพ่นยาจนกระทั่งตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวานจึงค่อยหันมาสนใจดูแลสุขภาพของตัวเอง ซึ่งพี่สมศรีบอกว่าชาวบ้านโดยทั่วไปก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกันหมดคือรู้อยู่แล้วว่าการพ่นยานั้นเป็นอันตรายแต่ก็ยังทำอยู่ และจะหันมาใส่ใจสุขภาพก็ต่อเมื่อเกิดอาการทางร่างกายเช่นเป็นโรคหรือเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล ดังนั้นแนวทางที่พี่สมศรีคิดว่าน่าจะมีทางเป็นไปได้คือเริ่มจากการตรวจหาสารเคมีในเลือดให้กับชาวบ้านเน้นที่เกษตรกรก่อนเพื่อให้ชาวบ้านเห็นถึงระดับสารเคมีที่อยู่ในตัวเองว่ามีระดับความรุนแรงแค่ไหนโดยทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้ในเรื่องพิษภัยที่เกิดจากสารเคมีและความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้สำหรับขับพิษออกจากร่างกาย จากนั้นจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาปลูกและใช้สมุนไพรในการขับสารพิษ ซึ่งพี่สมศรีคิดว่าแนวทางนี้น่าจะมีความเป็นไปได้เพราะชาวบ้านก็ยังสามารถทำอาชีพเกษตรหรือปลูกดอกซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของเขาต่อไปได้ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพและการใช้สมุนไพรช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งน่าจะทำให้เกิดผลดีต่อภาพรวมของสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคนในชุมชนบ้านดอนตันและตำบลเหมืองแก้วในอนาคตได้
