Kru Pratum, farmer-innovator extraordinaire!

Kru Pratum Suriya, farmer innovator. (Photo by Alongkorn Jantian.)
We recently had a chance to visit Kru Pratum, chemistry teacher cum organic rice farmer. Armed with a bookkeeping ledger and bucket of sprouted rice seeds, “Teacher” Pratum teaches us a way of farming that makes use of the muscles between the ears, not the muscles in the back. And it sells! Story in Thai below … .
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (20 ก.พ. 53) ทางทีมงานของ Fair Earth Farm ได้มีโอกาสไปเยี่ยมสวนของครูประทุม สุริยา ที่หมู่บ้านสันป่ายาง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยครูประทุมนั้นเป็นเจ้าของรางวัลครูบัญชีดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2552 เกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัดและระดับภาคประจำปี 2550-2551 และรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย การได้มาเยี่ยมสวนของครูประทุมนั้นทำให้เราได้รับความรู้ต่าง ๆ อย่างมากเกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็มีคำถามบางอย่างที่เป็นสิ่งท้าทายไม่เฉพาะเพียงครูประทุมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพวกเราในฐานะคนทำงานส่งเสริมการเกษตรปลอดภัยที่จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
ครูประทุม สุริยา อายุ 59 ปี หรือที่คนทั่วไปเรียกกันจนติดปากว่า “ครูประทุม” เป็นคนสันป่ายางโดยกำเนิด แต่เพิ่งมาเริ่มทำการเกษตรในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง โดยก่อนหน้านี้ครูประทุมทำงานรับราชการเป็นครูสอนวิชาเคมีให้กับนักเรียนระดับมัธยมปลาย ควบคู่ไปกับความสนใจศึกษาแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นพระราชดำรัสของในหลวงในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นใช้การทำบัญชีครัวเรือนเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงไป จนกระทั่งช่วงประมาณปี 2540 ครูประทุมได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมจากชาวบ้านในหมู่บ้าน จึงทำให้ครูประทุมเริ่มมีความคิดอยากทำการเกษตรเพื่อเป็นการสนองต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ศึกษามาทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้นอกจากการสอนหนังสือแล้วครูประทุมไม่เคยทำการเกษตรมาก่อนเลย
ชีวิตการเกษตรของครูประทุมจึงได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2540 โดยในปีแรกที่ทำเนื่องจากไม่มีความรู้ทางด้านการเกษตรมาก่อน ครูประทุมจึงใช้วิธีจ้างชาวบ้านให้เข้ามาทำนาในที่ของตน ในปีแรกนี้จึงยังเป็นการทำการเกษตรโดยใช้สารเคมี 100% อยู่ ซึ่งผลของการทำเกษตรในปีแรกครูประทุมต้องประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากได้ผลผลิตน้อยในขณะที่ต้นทุนค่าปุ๋ยค่ายากลับสูงมาก ดังนั้นในปีถัดมาครูประทุมจึงเริ่มทดลองการใช้ปุ๋ยหมักพืชสดมาใส่ในนาแทน ซึ่งพบว่าสามารถลดต้นทุนการทำนาลงได้อย่างมากคือจากต้นทุนในปีแรก 17,000 บาท ลดลงมาเหลือเพียง 13,000 บาท ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ก็ได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวคือจากข้าว 34 ถังต่อไร่ในปีแรก เพิ่มมาเป็น 67 ถังต่อไร่ในปีที่สอง ดังนั้นในปีถัดมาครูประทุมจึงค่อย ๆ ลดระดับการใช้สารเคมีลงและเพิ่มการทดลองใช้ปุ๋ยหมักและน้ำชีวภาพรวมถึงการใช้กระบวนการของเกษตรอินทรีย์วิธีอื่น ๆ ในที่นารวมถึงที่สวนของตนเองด้วย โดยกระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ครูประทุมได้เรียนรู้จากการศึกษาแนวทางเกษตรพอเพียงของในหลวงรวมไปถึงได้มาจากการแสวงหาความรู้จากภายนอกแล้วนำมาทดลองใช้ในที่นาที่สวนของตนเอง ซึ่งทำให้ครูประทุมสามารถลดการใช้สารเคมีลงได้เรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถเลิกใช้สารเคมีได้ 100% ในปี 2547
แต่เส้นทางการทดลองทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของครูประทุมก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในปี 2544 หลังจากเห็นว่าการทดลองใช้เกษตรทฤษฎีใหม่ของตนเริ่มประสบผลสำเร็จ ครูประทุมจึงตัดสินใจลาออกจากงานข้าราชการโดยการขอเกษียรก่อนกำหนดเพื่อจะได้มีเวลามาดูแลสวนของตนได้เต็มที่ แต่การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ครูประทุมต้องมีความคิดเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกับพ่อของครูประทุม “พ่อเขาไม่เห็นด้วยที่เราจะเปลี่ยนอาชีพจากรับราชการอยู่ดี ๆ มาเป็นทำสวนทำนา ถึงขนาดประกาศตัดลูกกับเราเลยตอนนั้น” กระนั้นครูประทุมก็ยังคงเดินหน้าทำเกษตรตามแนวทางพระราชดำริของตนต่อไป แต่ในปี 2549 การทำเกษตรของครูประทุมก็เริ่มสะดุดจากการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ซึ่งทำให้ที่นาที่สวนของครูประทุมและชาวบ้านคนอื่น ๆ ในบ้านสันป่ายางเสียหายเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ในปีเดียวกันนั้นเองครูประทุมยังต้องประสบกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักคือคุณพ่อของครูประทุมที่เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน รวมถึงยังเกิดเหตุการณ์บ้านที่ได้รับมรดกมากลับถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง หลังจากนั้นในปีถัดมาคือปี 2550 ได้เกิดเหตุการณ์ฝนตกติดต่อกันนาน 17 วัน ทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองของครูประทุมเสียหายทั้งหมด จากวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาติด ๆ กันนี้ทำให้ครูประทุมหมดกำลังใจในการทำเกษตรถึงกับประกาศขายที่นาที่สวนของตัวเองทั้งหมด
อย่างไรก็ดีครูประทุมก็ไม่ได้ขายที่นาที่สวนจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเนื่องจากมีชาวบ้านที่เคยมาอบรมกับครูประทุมเห็นว่าสิ่งที่ครูประทุมทำมานั้นเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเกษตรกรและคนทั่วไปในการดำเนินชีวิตตามแนวทางพระราชดำริของในหลวง จึงได้มาห้ามปรามไว้และเสนอให้ครูประทุมทำการปรับปรุงสวนเพื่อส่งเข้าประกวดในโครงการประกวดสวนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง การประกวดครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของครูประทุมจากการที่สวนของครูประทุมได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับจังหวัดและได้รางวัลชมเชยในระดับประเทศ ทำให้จากเดิมที่เคยมีคนรู้จักครูประทุมเฉพาะในกลุ่มที่สนใจเกษตรทฤษฎีใหม่ การชนะการประกวดครั้งนั้นจึงทำให้ครูประทุมเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนภายนอกมากขึ้น และทำให้ครูประทุมเริ่มได้รับรางวัลต่าง ๆ ตามมาเรื่อย ๆ เช่นการได้รับเลือกให้เป็นครูบัญชีอาสาดีเด่นระดับภาคและระดับประเทศ การได้รับยกย่องให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านผู้เผยแพร่แนวพระราชดำริของในหลวง รวมไปถึงการได้มีโอกาสออกรายการวิทยุของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เชียงใหม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คนจากภายนอกหลั่งไหลเข้ามาดูงานของครูประทุมและกลายเป็นกำลังใจให้ครูประทุมทำงานเพื่อเผยแพร่การเกษตรตามแนวทางพระราชดำริต่อไป
ผลผลิตในสวนของครูประทุมนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งสำหรับพวกเราที่มาเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขของผลผลิตข้าวอินทรีย์ในนาซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ผลผลิตถึง 105 ถังต่อไร่ ซึ่งทาง อ.สมชาย องค์ประเสริฐ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืน จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้มาเยี่ยมชมสวนพร้อมกับเราก็ยอมรับว่าเป็นตัวเลขผลผลิตที่สูงกว่ามาตรฐานการทำนาทั่วไปมาก หรือการที่ Les หนึ่งในทีมงานของเราที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ได้ลงไปสำรวจดินในแปลงนาของครูประทุมและพบว่ามีอินทรียวัตถุอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นผลดีกับการเติบโตของพืชรวมไปถึงเป็นผลดีต่อการลดภาวะโลกร้อนด้วย (อ่านได้ใน blog ของ Les เรื่อง “Soil, climate and profitable farming”) รวมไปถึงวิธีการต่าง ๆ ที่เป็นความรู้ใหม่สำหรับพวกเรา เช่นการปลูกหญ้าแฝกล้อมรอบคันนาเพื่อป้องกันปูเข้ามากินข้าวในนา หรือการปลูกต้นมะนาวไว้รอบ ๆ แปลงนาเพื่อให้ลูกมะนาวหล่นไปในน้ำที่ล้อมรอบนาอยู่เป็นการปรับค่าความเป็นกรด-ด่างในน้ำและดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของข้าวให้ดีมากขึ้น นอกจากนี้เรายังพบว่าทีมงานของครูประทุมคือคุณน้อย ได้คิดค้นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทำให้การทำเกษตรมีความสะดวก มีประสิทธิภาพ และสามารถลดทั้งต้นทุนค่าใช้จ่ายและพลังงานในการทำงานลงได้อย่างมาก เช่นเครื่องหยอดเมล็ดข้าว หรือเครื่องกระทุ้งถั่ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ใหม่สำหรับพวกเราที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรได้ทั้งสิ้น
แต่พร้อม ๆ กับความอัศจรรย์ใจต่อสิ่งที่ได้พบ เราก็เกิดคำถามตามมาในใจด้วยเช่นกันว่าทำไมทั้ง ๆ ที่มีครูประทุมซึ่งมีทั้งองค์ความรู้และนวัตกรรมในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเป็นตัวอย่าง แต่ชาวบ้านในชุมชนสันป่ายางรอบ ๆ ก็ยังคงทำการเกษตรแบบเดิมอยู่ เราเห็นที่นาที่สวนของชาวบ้านที่อยู่ติดกับสวนของครูประทุมยังคงปลูกพืชเชิงเดี่ยว ยังคงเผาซังข้าว และยังคงใช้สารเคมีในการเกษตรอยู่ ทำไมชาวบ้านทั่วไปจึงยังไม่ยอมรับแนวคิดและวิธีการผลิตแบบใหม่ที่ดีต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจของครอบครัวพวกเขาเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วคำถามในลักษณะนี้เราไม่ได้พบเพียงแค่กับชุมชนที่ครูประทุมอยู่เท่านั้น แต่เรายังพบความสวนทางระหว่างบุคคลหรือหน่วยงานอีกมากมายที่เข้าไปทำงานเพื่อส่งเสริมการเกษตรแนวทางใหม่กับความไม่สนใจของชุมชนที่อยู่โดยรอบซึ่งยังคงทำการเกษตรในแบบเดิมที่ใช้สารเคมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่หรือจังหวัดเชียงรายที่เราได้เคยมีโอกาสร่วมงานด้วยก็ตาม

ฝั่งซ้ายเป็นสวนครูประทุม มีการปลูกแบบหลากหลาย ฝั่งขวาเป็นสวนชาวบ้าน เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (photo by Alongkorn Jantian)
ดังนั้นสิ่งที่น่าจะเป็นคำถามหลักสำหรับพวกเราที่เป็นคนทำงานส่งเสริมการเกษตรที่ปลอดภัยต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมก็คือ นอกจากการค้นหาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่จะทำให้การทำเกษตรรูปแบบดังกล่าวเป็นจริงได้แล้ว เรายังต้องค้นหาแนวทางที่จะทำให้ชุมชนที่อยู่รอบข้างเรายอมรับและหันมาเป็นแนวร่วมในการทำงานกับเราให้ได้ เพราะหากแม้แต่ชุมชนที่อยู่รอบตัวเรายังมองข้ามการทำงานของเราแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องยากที่ในอนาคตเราจะทำงานเพื่อขับเคลื่อนสังคมในวงกว้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราตั้งความหวังเอาไว้ได้สำเร็จ

she was my chemistry teacher when i was at Matayam 4 at PRC.I can’t believe she is an agriculture now
miss her so much.
Really, Ning? That’s awesome. I never knew that. She’s one of my heroes, for sure. Let’s talk about Kru Prathum when I get back from SA. Best! Jeff
ครูน่าเลื่อมใสมาก เป็นตัวอย่างแก่คนที่ฟุ้งเฟ้อในสังคมปัจจุบัน คิดแต่เรื่องวัตถุ เท่าไรก็ไม่พอ
แล้วบอกว่าเงินเดือนไม่พอกิน ให้รัฐช่วย ไม่คิดช่วยตัวเอง ง่าย ๆ ใช้ชีวิตแบบพอเพียงแล้วจะรวยความสุข
อยากไปดูเครื่องมือที่ผลิตจากภูมิปัญญา ลุงน้อยครับ
Khru Pratum is great
Many people talk about her best practices in sufficiency economics and integrated farming and technologies.
It’s an encouragement for UHDP to keep promoting the methodologies of agroforestry, sustianable farming and organic methods.
In this blog, Tu (Alongkorn) writes about the challenges that people face in ag extension work. Why, for example, should Kru Pratum’s neighbors remain so evidently uninterested in her examples? She spends less money than they do and earns more. And the diversity of her system increases her resilience to shocks like destructive weather or price collapses. Given the lousy state of farmer livelihood in Thailand, why do they persist in unsustainable farming, especially in the face of a successful alternative right next door?!?
I’m not suggesting they’re stupid or lazy. My question is a real one, not a rhetorical question. It’s the subject of our research. Any ideas are welcome.